Friday, June 29, 2007

เพลง ไม่เคยจะห่างกัน --- เอิ้น พิยะดา





ตอนนี้ผมอยากได้กีต้าร์หลังเต่าซักตัวจัง แต่ผมก็มีกีต้าร์โปร่งอยู่ตัวนึงที่เลือกเองกะมือเลยนะ รุ่นน้องยังคิดว่ามันแพงเลย ทั้งๆ ที่ราคาถูกกว่าเป็นครึ่ง เสียงดีเกินกว่าราคาว่างั้น กีต้าร์อคูสสติกก็มีตัวนึง แต่ว่าให้เพื่อนไปแล้ว เป็นกีต้าร์ที่ผมเริ่มหัดจริงๆ จังๆ เป็นตัวแรกเลยล่ะ...เล่นง่าย สายไม่บาดนิ้วมาก

ที่อยากได้เพราะชอบรูปทรงมันครับ ส่วนเสียงเนี่ย ในความคิดของผมๆ คิดว่า เสียงมันบาดใจได้มากกว่ากีต้าร์โปร่งธรรมดาอีก สายก็แข็งกว่านะ เล่นเพลงแล้วมัน มันมากๆ เลยล่ะ ชอบๆ...

ยิ่งถ้าคิดว่าได้เล่นเพลงนี้นะ จะเพราะสุดๆ ขนาดไหน จินตนาการไม่ออกเลย (เว่อร์ไปปล่าวหว่า)...แต่ยังติดพวก effect ในการดีดครับ ซึ่งคงต้องแกะๆ ไปเรื่อย ผมคิดว่า แค่ฝีมือผมในตอนนี้ก็เล่นเพลงนี้มันแล้วล่ะ ถ้าเทพๆ จะขนาดไหน...อิอิ

Tuesday, June 26, 2007

โรคประจำตัวเกือบทำให้ผมต้องตายซ่ะแล้ว...

เมื่อวานนี้ ผมนึกว่าตัวผมจะต้องตายซ่ะแล้ว มันเหมือนๆ หลายๆ ครั้งที่เป็นมาครับ แต่คราวนี้มาแบบไม่ให้รู้เนื้อ รู้ตัว กำลังจะนอนอยู่ดีๆ อาการก็มากำเริบ จนผมนึกว่าจะต้องนอนตายคาเตียงซ่ะแล้ว...

ผมโชคร้ายที่เกิดมาเป็นโรคภูมิแพ้ ใครไม่รู้ก็คิดว่าคงเป็นโรคที่เบาๆ แต่จริงๆ แล้วโรคนี้มีความหนักเบาแตกต่างกันไปแต่ล่ะคน แพ้เกสรดอกไม้บ้าง แพ้อากาศบ้าง และผมก็ซวยเหลือเกินที่เป็นภูมิแพ้อากาศ...มันหมายความว่า เวลาอากาศเปลี่ยนแปลงเร็วๆ ผมจะปรับตัวไม่ทัน หายใจไม่ทัน เริ่มหายใจไม่ค่อยออก หากอากาศร้อนๆ ก็จะคัน ขึ้นผื่นไปทั้งตัวง่ายกว่าคนอื่นๆ...แค่ง่ายกว่านะครับ คนที่เป็นภูมิแพ้น่ะ เพียงแค่คนที่ไม่เป็นอาจจะเกิดยากกว่า รึ ไม่เกิดเลย...

ขอบตาผมเลยคล้ำแบบแก้ไม่หาย เพราะผมมีโรคประจำตัวเป็นโรคภูมิแพ้นั่นเอง...

และอีกโรคนึงที่ผมเป็น คือ โรคเครียด โรคที่คนอายุน้อยๆ ไม่เป็นกัน แต่ผมรู้ว่าผมเป็นมันตอนอายุได้ 17 ปี เป็นโรคที่สุดจะทรมานในความคิดผม หากเมื่อผมเครียดมากๆ ตัวผมจะเริ่มหายใจไม่ออก หายใจเข้าได้นิดเดียว หายใจยังไงก็ไม่ทั่วท้อง ทรมานมากๆ ครับ...

ซวยเหลือเกินที่มาเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ทั้งสองโรคเลย...

เมื่อคืนพอผมลงตัวนอน ก็เริ่มมีอาการ ทั้งๆ ที่ผมก็ไม่ได้เครียดนะ ภูมิแพ้ก็ไม่ได้เป็นในก่อนหน้านั้น แต่ทำไมไม่รู้ถึงเกิดอาการ...ผมปวดแน่นบริเวณหน้าออก หายใจติดขัด หายได้เข้าไปเหมือนไม่ได้หายใจอะไรลงไปเลย พอจะตั้งใจหายใจลึกๆ ก็เจ็บหน้าอก พอกลั้นใจ หายใจเข้าได้สุดๆ ก็ต้องทนกับความเจ็บเพื่อแลกกับการหายใจให้เต็มปอดได้สักครั้งหนึ่ง เวลาหายใจออกก็จะเรอออกมาเหมือนกับข้างในเรามีรอยอากาศรั่วออกมา

ใครไม่เคยเป็นคงไม่รู้หรอกครับ ว่ามันทรมานแค่ไหน...

บ้างครั้งผมท้อใจ คิดๆ ไปซ่ะเลยว่า วันนี้ต้องไม่รอดแน่ๆ ทรมานแบบนี้ขอตายไปซ่ะดีกว่า ผมคิดอย่างนั้นจริงๆ ผมเข้าใจได้เลยว่าคนที่เจอโรคร้ายรุมเร้า ถึงขอตายดีกว่าอยู่อย่างทรมาน แค่ผมหายใจไม่ค่อยจะออกยังทรมานขนาดนี้แล้วคนอื่นล่ะ จะขนาดไหน...

ผมคิดถึงภาพทุกๆ คนในชีวิตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เหมือนจะพยายามนึกถึงเรื่องราวคนอื่นก่อนจะตายยังไงยั้งงั้น ผมพยายามดิ้นรนสู้กับมัน พยายามหายใจให้ได้ลึกๆ แม้ว่าจะหายใจไม่เข้า หายใจเข้าลึกๆ แล้วแน่นหน้าอก...

แต่ผมคนนี้มีความฝันครับ สิ่งต่างๆ ในชีวิตที่มีอยากจะทำมีอีกเยอะแยะมากมายไปหมด ผมจะมาท้อใจ ขอตายไปตอนนี้ไม่ได้ เมื่อคิดได้ดังนั้น ผมเลยสู้กับมัน นอนดิ้นไปดิ้นมาอย่างทรมาน ซัก 2 ชั่วโมง ผมก็หลับไป หายทรมานล่ะครับ การที่เรานอนหลับได้ หากเป็นโรคแบบนี้ ถือเป็นยาที่วิเศษที่สุด ที่ทำให้เราหายทรมานได้ครับ...ตอนผมเป็นโรคเครียดครั้งแรก พยาบาลฉีดยานอนหลับให้ผมไป 1 เข็ม ทำให้ผมนอนหลับไปแบบไม่รู้ตัวเลยล่ะ ยาแก้แพ้ถึงทำให้ง่วงไง

พอตื่นเช้ามา ผมรู้สึกดีขึ้นมาก แม้ว่าจะยังแน่นหน้าอก จากการพยายามหายใจทั้งๆ ที่เจ็บหน้าอกอยู่ แต่ก็หายใจได้คล่องขึ้นมากกว่าเมื่อคืนเยอะ...ไม่รู้ผมโชคดี หรือ โชคร้ายที่รอดมาได้ คราวหน้าอาจจะเจออะไรที่หนักกว่านี้ก็ได้ ใครจะรู้

ผมไม่รู้เลยว่าชีวิตของผมจะอยู่ยืนยาวได้อีกแค่ไหน แต่เดาว่าต้องอายุสั้นแน่ๆ ผมกังวลว่า สิ่งที่ผมฝันไว้ จะไม่สามารถทำให้มันเป็นจริงได้...แต่หากยังมีลมหายใจอยู่ ผมก็คงต้อง...พยายามอย่างเต็มที่ล่ะครับ

Sunday, June 24, 2007

The last of My June...


มอง...มองเธอมาแสนนาน ฉันไม่กล้า ต้องคอยหลบตาเธอเสมอ กลัวสักวันหนึ่งถ้าเธอ รู้ว่าฉัน ปิดบังความจริงอะไรเอาไว้ ความลับที่ฉันซ่อนไว้ ไม่เคยบอกใคร จะอดใจไม่ไหว...

ยิ่งฉันใกล้เธอเท่าไหร่ ยิ่งอยากจะเผยใจ เมื่อสบสายตาก็ยิ่งหวั่นไหว มันยากเหลือเกิน จะเก็บ ซ่อนความรักเอาไว้...แล้วความลับในใจของเธอ มีฉันอยู่บ้างไหม โปรดบอกความในใจ ให้ฉันรู้ทีนะเธอ...

เก็บเอาคำพูดของเธอ มาคิดมา แอบคิดไปเองอยู่อย่างนี้ ก็เธอ...เธอช่างดีแสนดี คำว่ารักเธอ จะต้องเก็บไว้อีกนานแค่ไหน...?

จิตใจมันสับสน แล้วเธอจะรู้ตัวบ้างไหม ว่าเธอคือเหตุผล ที่ทำให้ฉันต้องกระวนกระวาย ในคืนนี้...

อยากจะบอกเธอว่ารัก แต่มันคงจะเร็วไป เธอคงไม่เข้าใจ ในสิ่งที่ฉันมี ตอนนี้ ที่เป็นทุกข์ ก็เพราะคงเฝ้าแต่คิดถึงเธอ และวันที่ได้เจอ เธอคือเหตุผลที่ฉันต้องเป็นอย่างนี้...

แค่รอยยิ้มของเธอ ความอ่อนหวานของเธอ มันมีมากเกินทนไหว ฉันไม่อาจต้านทาน ความรู้สึกข้างใน ที่ฉันนั้นมีมากเกินจะเก็บไหว...

ยิ่งฉันใกล้เธอ...ยิ่งฉันใกล้เธอเท่าไหร่ อยากจะรู้ว่าเธอคิดอย่างไร กับฉันที ยิ่งสบสายตา ก็หวั่นไหว แล้วความลับในใจของเธอ มีฉันอยู่บ้างไหม โปรดบอกความในใจ ให้ฉันรู้ทีนะเธอ...

The End...

Editor Note : นี่ก็คือเนื้อเพลง ความลับ กับ เธอคือเหตุผล ที่ผมเอามาเรียบเรียง บวกกับความรู้สึกที่มีออกมา แต่งเป็นบทความบทนี้...ไว้มีอารมณ์สุนทรีย์อีกเมื่อไหร่ อาจจะเอาเพลงที่ชอบๆ มา cover ใหม่อีกคราวหน้าครับ ^^

ผมยังไม่มีอะไรเลยซักอย่าง...

ทุกๆ วันนี้ก่อนจะหลับตานอนลง ผมมีเรื่องที่ต้องคอยคิดทบทวนเข้ามาในหัวมากมาย ทั้งเรื่องว่า วันนี้ทำอะไรลงไปบ้าง พรุ่งนี้จะต้องมีคิวทำอะไรบ้าง เรื่องนู้นเรื่องนี้เป็นยังไงบ้าง และก็อีกหลายๆ เรื่องเลยล่ะครับ แต่เรื่องที่ผมต้องคิดๆ อยู่เสมอๆ นั่นก็คือ ตัวผมในตอนนี้มีอะไรบ้างแล้วเนี่ย?

ผมรู้ว่าผมอาจจะกังวลมากไปเอง แต่มันก็ไม่ผิดใช่ไหมที่จะคิดแบบนี้ ผมคิดไปว่าเมื่อไหร่ ผมถึงจะมีอะไรที่พร้อมซักทีล่ะ ในเมื่อวันนี้ พรุ่งนี้ ยังแบมือขอเงิน พ่อแม่ อยู่เลย เมื่อไหร่จะเรียนจบ เมื่อไหร่จะมีงานทำ เก็บเงินได้เยอะๆ ซื้อบ้านซื้อรถ มีทุกๆ อย่างพร้อมซักทีนึง...

ในใจนึงก็คิดว่า นี่ตูเรียน โทจบ แล้วไปทำงานเลยดีไหม หากไปเรียนเอก อย่างน้อยก็อีก 3 ปีกว่าจะจบเผลอๆ ก็ 5 ปีก็ได้ สู้เอาเวลาที่ว่าไปทำงาน เก็บเงินจะดีไหม...ใจนึงก็คิดว่าไม่ดีหรอก อดทนนิดนึง เรียนไปทีเดียว เอาให้มันจบๆ ไปเลย หลังจากนั้นค่อยมาทำงานเอาก็ไม่สายไป ดีกว่าถ้าอยากมาเรียน ก็ต้องเสียเวลาอีก...

แต่ผมก็ยังยึดติดในหลายๆ เรื่องที่ได้มอง ที่ได้เห็นในแต่ละวันล่ะครับ...ผมเลยเก็บของที่เขามีมาคิดๆ เปรียบเทียบกับตัวของผมเอง จริงๆ มันเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่าเลย แต่ผมก็ดั๊นเก็บมันมาคิด

สิ่งที่ผมกลัวก็คือ การที่ผมได้ลงทุน ลงแรงมาเรียนเนี่ย มันจะไร้ค่าในอนาคต มันจะสายเกินไป ช้าเกินไปที่จะทำให้หลายๆ อย่างเป็นจริงขึ้นมาได้...ผมกะๆ ดูแล้ว ชีวิตที่ผมวางไว้ มันเริ่มต้นก็ปาเข้าไปตอนอายุได้ 30 ต้นๆ แล้ว...

ผมกลัวจริงๆ ไม่ได้พูดเล่น กว่าผมจะมีอะไรครบ มันจะปาเข้าไปอายุเท่าไหร่ล่ะ...คิดแล้วก็กลุ้ม

จริงอยู่ว่ามันเป็นเรื่องของอนาคต แต่ผมก็ไม่อยากให้มันเป็นไปตามยถากรรม อยากกำหนดมันด้วยตัวเอง ไม่อยากจะเห็นความล้มเหลวในชีวิตของตัวเองเลย...

ชีวิตของผมยังมีอะไรหลายๆ อย่างที่ผมอยากจะทำอีกเยอะแยะไปหมด ตอนนี้ก็ได้แต่ภาวนาว่า สิ่งที่ผมคิด สิ่งที่ผมวางไว้ มันจะเป็นจริงได้ในอนาคตอันใกล้นี้...หวังว่านะ - -"

Wednesday, June 20, 2007

เพลง รู้สึกดี --- Krungthep Marathon

คำเตือน - นี่ไม่ใช่เพลงรักนะครับ แต่เป็นเพลงที่ค่อนข้างเหมาะกับตัวผมในตอนนี้เลย กับความรู้สึกดีๆ ที่ได้มอง ได้ชม สาวสวยๆ ที่เดินผ่านไปผ่านมาในแต่ละวัน อย่างว่าแหละ ยังไงผมก็ชอบผู้หญิงสวยๆ แต่ก็คือ แค่มองเฉยๆ ไม่ได้มีอะไรตามมาหลังจากนั้น ผู้หญิงนั่นจะสนใจหรือจะยิ้มตอบรึเปล่าก็ไม่ได้สนใจ...

ก็แค่มองสาวๆ สวยๆ หุ่นดีๆ เดินผ่านไปผ่านมา ชีวิตผู้ชายอย่างเรามันก็กระชุ่มกระชวยล่ะครับ ^^...


























Tuesday, June 19, 2007

วัตถุนิยม...!?

หลายๆ วันมานี้ผมนั่งมองเหม่อ คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยๆ หนึ่งในเรื่องที่ผมคิดก็คือเรื่อง "รถยนต์" อาจจะเป็นเพราะถึงวัยที่มันจะต้องเกิดกิเลสกับเรื่องนี้แล้วล่ะมั้ง ไม่ว่าใครๆ พออายุขนาดนี้ (- -") หรือทำงานได้ซักระยะก็เริ่มอยากจะไปสอยรถยนต์มาขับเท่ๆ ซักคัน...

แต่ระหว่างที่ผมกำลังมองรถยนต์คันนู้นคันนี้สวยๆ แล้วคิดว่า เอ๊ะ ถ้าจะซื้อซักคันเนี่ย เอาสีอะไรดี ยี่ห้อ ... อะไร อีกเยอะแยะไปหมด ผมก็มองเห็นถึงคนที่ขับรถยนต์ บางคนก็ทำงาน บางคนยังเรียนอยู่แท้ๆ หรือบางคนหน้าตาห๊วยย ห่วย แต่ก็มีรถขับ มานั่งคิดๆ ก็ดูว่ามันจำเป็น หรือ มันเท่กันนะ? แต่ช่างมันเถอะถ้ามีซักคันมันก็ดีนะ...

แต่ก่อน ก็คิดว่าอืมมม ถ้ามีรถยนต์นะ คงจีบหญิงง่ายขึ้นเป็นกอง เคยคิดกับเพื่อนเล่นๆ ว่านี่ถ้ามี Honda Civic คงจะจีบง่ายขึ้น 30% แต่ถ้ามี Benz BMW สวยๆ เนี่ย คงเป็น 50% เลยล่ะมั้ง คิดไปถึงขนาดนั้น...เพราะตอนนั้นก็คิดแบบผู้ชายทั่วๆไป มีก็เท่ๆ ก็หรู สาวติดตรึม อยากจะทำอะไรต่อไป...มันก็ง่ายขึ้นแยะ

แล้วก็มาย้อนมองตัวเองตอนนี้ วันนี้ ยิ่งเห็นสาวๆ สวยๆ บางทีก็เกิดกิเลสเหมือนกันว่า นี่ถ้าอยากได้มาเป็นแฟนเนี่ย เค้าจะสนตูไหมหว่า หน้าตาเราก็พอไปวัดไปวาได้ แต่ไอ่ไม่มีรถขับนี่ดิ ยิ่ง ญ บางคนมีรถเก๋งด้วย ยิ่งไปกันใหญ่ หากเข้าไปทัก เค้าจะมาสนใจตูป่าววะ เฮ้อออ หลงคิดไปบางทีก็กลุ้มใจแท้...

แต่ดูเพื่อนๆ บางคน รถก็มีแค่ มอไซค์ หน้าตาก็งั้นๆ แต่ก็ยังเปลี่ยน ญ ควงไม่ซ้ำหน้า ไอ้เราก็งงว่า ตกลงเนี่ย มันเพราะว่าคารมป่าววะ รึว่าทั้งสองอย่าง แต่ถึงจะมีรถขับ จะให้มาจีบ ญ ไปเรื่อยก็คงไม่เอาล่ะครับ ขี้เกียจเหมือนกัน เพราะผู้ชายส่วนใหญ่ จีบไปก็หวัง... กันเกือบทั้งนั้น มาคิดๆ ดูแล้ว เฮ้อออ มันก็แค่นี้ล่ะนะ...

แต่ถ้าเกิดไปชอบผู้หญิงสักคนจริงๆ จังล่ะ เกิดผู้หญิงคนนั้นเพียบพร้อมทุกอย่าง รถก็มีขับ แล้วจะมีปัญญาไปจีบเค้าไหมน่ะ อันนี้ก็น่าคิด บางคนอาจจะบอกว่า เฮ้ยยย รักแท้ ขอแค่ใจว่ะ -"- พูดง่ายจัง จริงอยู่ว่าอาจจะเป็นอย่างนั้น แต่ถึงแม้ว่าจะรักกัน แต่หากมีความรักของเรามีแต่ความทุกข์ ความลำบาก มันก็ไม่ไหวเหมือนกันนะ ถ้ามีความสบายและความสุขด้วยมันจะดีกว่าไหม?

ผมก็เลยมาพูดถึงวัตถุนิยม ที่เป็นรถยนต์กันว่ามันเหมือนกับการแบ่งชนชั้นคนเราเลยนะ ถ้ามี อะไรๆ ก็สะดวกสบาย ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร แค่อาจจะลำบากกว่ามีแค่นั้นแหละ...นี่กำลังเขียนๆ ไปสาวๆ น่ารักๆ ก็มาผ่านหน้าผ่านตาไปตั้งเยอะ ทำให้คิดถึงสัจธรรมข้อนึงว่า "เฮ้อออ ทำไมแฟนคนอื่นมันต้องน่ารักกว่าแฟนเราด้วยวะ"...

เอาล่ะ ผมเองก็หวังว่าจะเก็บเงินซื้อรถยนต์ได้ไวๆ เหมือนกัน...หวังว่าคงจะไม่สายเกินไปก่อนนะ ไม่แน่วันนึงมีขับ ก็อาจจะคิดได้ว่า "มีขับแล้ว มันก็แค่นี้ล่ะนะ" ^^

Sunday, June 17, 2007

ศึกแย่งชิงมวลชน...

หัวข้อที่ผมเขียนในวันนี้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันอย่างยิ่ง จริงๆ แล้วมันเป็นสิ่งที่อยู่ควบคู่กับการเมือง ไม่สิ สังคมมนุษย์มาตั้งแต่มีมนุษย์ขึ้นมาแล้วล่ะ...

การแย่งชิงมวลชน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการแก่งแย่งชิงดีกันของมนุษย์ สิ่งเหล่านี้มันหมายถึง การได้มาซึ่งกำลังที่เหนือกว่าฝ่ายตรงข้าม การได้มาซึ่งอำนาจ หรือการได้มาซึ่งคลังมันสมอง ผู้สนับสนุน ที่จะช่วยให้เป็นใหญ่ได้...

ในตอนก่อนๆ ผมเคยเขียนถึง "ซุนวู" ไว้ว่า "รู้ฟ้า รู้ดิน รบจักไร้พ่าย" คำว่า "รู้ฟ้า" นี่ล่ะครับ คือ การรู้ถึงจิตใจประชาชน และการนำมาใช้ประโยชน์เพื่อช่วงชิงอำนาจ คนที่รู้ถึง เข้าใจ และสามารถนำสิ่งนี้มาใช้ได้นั่นล่ะ คือผู้กำชัยชนะอย่างแท้จริง...

เคยเล่น หรือ เคยรู้มาบ้างใช่ไหมครับว่า ในเกมหมากรุกนั้น "ขุน" ห้ามตาย หากตาย ไม่ว่าจะมีกำลังเหลือมากแค่ไหน ถ้าขุนตาย ก็จบเกม ก็แพ้... เพราะขุนนั้น แฝงความนัยถึง ความสามารถในการแก่งแย่งชิงมวลชนได้อย่างง่าย แม้จะอ่อนแอกว่าตัวอื่น แต่หมากทุกตัวในกระดานล้วนจะต้องปกป้อง ขุน ที่ว่าอย่างไร้เงื่อนไข แม้ว่าตัวเองต้องตายก็ตาม...

ผมจะพูดถึง 2 แนวคิดหลักนะครับ ก็คือ มนุษย์เท่าเทียมกัน และมีเสรีภาพ กับ มนุษย์อยู่ภายใต้อำนาจของผู้นำ ที่มีคุณธรรมแห่งฟ้าอยู่ในจิตใจ... อันแรกก็คือประชาธิปไตยไงครับ ส่วนอันที่สองก็คือ ระบอบกษัตริย์นั่นเอง...แต่ไม่ว่าแนวไหน ก็ต้องอาศัย "ฟ้า" หรือ มวลชนเช่นเดียวกัน เพียงแต่แนวคิดที่สอง มีความชอบธรรมที่จะใช้มวลชนได้ อย่างไม่มีเหตุผล...

ให้คนปกป้อง ให้คนอื่นสละชีพให้ หรือทำงานให้ด้วยความเต็มใจ เพราะเขาเหล่านั้นมีคุณลักษณะแห่ง "ฟ้า" อยู่ภายใน ไม่งั้นคงไม่มีใครยอมทำเช่นนี้...แต่เคยคิดไหมครับ ว่าทำไมต้องทำอย่างนี้ หรือต้องยอมสละชีวิตของตนด้วย? ทั้งๆ ที่ทุกคนมีสิทธิ์เป็นเจ้าของชีวิตของตนเองทั้งนั้น ซึ่งตรงกับแนวทางที่หนึ่ง

แต่มนุษย์เองก็ปฏิเสธไม่ได้ ถึงความจำเป็นของผู้นำ ต่อระบบสังคมของมนุษย์ได้ ดังนั้น "ผู้นำ" จึงอาศัยเหตุผลเหล่านี้ใช้มวลชนเพื่อประโยชน์ของตน เอาเป็นว่าผมเรียกว่า "กิเลส" จะดีกว่านะครับ...

บ้านเมืองเราในเวลานี้ก็เป็นการต่อสู้กันของคน 2 กลุ่มคือ กลุ่ม คมช. และกลุ่มของทักษิณ โดยมีมวลชนของแต่ล่ะฝ่าย หรือ อำนาจของแต่ล่ะฝ่าย คอยสู้กัน และชิงมวลชนกันด้วย...

ฝ่ายกลุ่มทักษิณอ้างความชอบธรรมในฐานะอดีต นายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียง 19 ล้านเสียงที่เขาภาคภูมิใจ และข้ออ้างที่ครอบครัวถูกรังแก เพื่อปลุกระดมมวลชน "รากหญ้า" ของตนเอง ดึงให้ผู้ที่เห็นดีด้วยกับ คมช. มาสนับสนุนตน และดึงฝ่ายที่ไม่ฝักไฝ่ผู้ใดมาเป็นพวก...

ฝ่าย คมช. ก็อ้างการทุจริต คอปรัปชั่น ปฎิวัติการปกครอง แล้วจะคืนอำนาจการปกครองให้ประชาชนทีหลัง เมื่อบ้านเมืองเรียบร้อย และจะจัดการปัญหาทุจริตในรัฐบาลที่ผ่านมาให้ประชาชนเห็น...โดยฝ่ายนี้จะมีกำลังทหารเป็นหลัก เพียงแต่ด้านมวลชนถ้าสนับสนุนจะอยู่เฉย เห็นด้วยกับการกระทำของ คมช. แต่ถ้าเมื่อไหร่แปรพักตร์ก็จะไปชุมนุม ขับไล่ คมช. นั่นแหละ

ตอนปฏิวัติ 19 กันยา ที่ผ่านมาผ่านไปด้วยความสงบ ไม่มีความรุนแรง ประชาชนในกรุงเทพต่างเห็นด้วยกับการปฏิวัติครั้งนี้? เพราะความชอบธรรมในตัวท่านผู้นำทักษิณเปลี่ยนไป มวลชนเลยเข้าข้างทหาร...

แต่สถานการณ์ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ทหารไม่ได้ทำให้บ้านเมืองดีขึ้น ไม่ได้แสดงถึงการตรวจสอบ นำผู้ทุจริตมาลงโทษอย่างแจ่มแจ้ง...ทำให้มวลชน หันไปหาฝ่ายทักษิณ...

ฝ่ายทักษิณเองก็ไม่รอช้า รีบปลุกระดมมวลชนกลับมาฝ่ายตนเองให้มากที่สุด...จากการต่อสู้กันของสองฝ่าย มวลชน ล้วนเป็นตัวตัดสินชัยชนะ และความชอบธรรมที่มาจากชัยชนะนั้น... และหากมีการสูญเสีย ความรุนแรง คงหนีไม่พ้นเหล่ามวลชนที่จะบาดเจ็บ...

เพราะฝ่ายทักษิณกำลัง "เชิด" มวลชนที่ตัวเองมีไปต่อสู้ ปกป้องตนเอง จากกำลัง อาวุธของ คมช. หากมวลชนบาดเจ็บ ก็เข้าทางตนเอง และเพียงพูดปลอบใจ ก็มีคนพร้อมที่จะไปตายแทนได้...

ที่ผมจะพูดก็คือ "อย่าได้หลงมัวเมาไปกับกระแสความอยาก หรือ กิเลสของคนชั่ว พาตัวเองไปสู่จุดจบ" ด้วยข้ออ้างต่างๆ นาๆ โดยเฉพาะคำว่า "เพื่อประชาชน" เป็นคำพูดที่ใช้มากและช่างมีพลังเหลือเกิน...

สุดท้ายฝ่ายที่จะชนะก็จะอาศัยฐาน "มวลชน" ที่มี หรือเปรียบได้กับ หมากในกระดานหมากรุก คอยปกป้องตนเองจากศัตรู พอได้รับชัยชนะก็จะเหยียบมวลชนเหล่านั้นขึ้นไปสู่อำนาจ...หรือ "กิเลส" ของตนเองนั่นเอง