ช่วงเดือนมีนาคมนี้ผมเริ่มติดเบรกพักร้อนให้กับตัวเอง หยุดทุกสิ่งทุกอย่าง อยู่เฉยๆ ไม่สนใจโลกภายนอก ผมรู้สึกเบื่อๆ อยากให้เวลากับตัวเองได้คิดกับสิ่งที่จะเกิดในอนาคตเมื่อผมจบ ปริญญาโทไปแล้ว..
หาเช่าหนังมาดูครับ...หลังจากที่การ์ตูน Eyeshield 21 อวสานไป (มีคนบอกว่าโดนตัดจบ) ผมก็เลยหาหนังเกี่ยวกับอเมริกันฟุตบอลมาดูแก้เซ็ง...เรื่องแรกที่คนแนะนำ "We are Marshall"
แปลกไปจากดูกีฬาอื่นๆ ครับ กีฬาของเอมริกันชนน่ะ "คุณต้องชนะ" เท่านั้นถึงจะมีความหมาย คนดูไม่จดจำหรอกว่าคุณทุ่มเทแค่ไหนในเกมนั้น หากคุณพ่ายแพ้ ทุกคนจดจำผู้ชนะเท่านั้น...
โอ้โห...โหดร้ายกับชีวิตผมมาก...จะมีใครบ้างที่ไม่เคยแพ้กันนะ?
แต่อย่างน้อย "หากคุณทุ่มเทให้กับเกมจนถึงวินาทีสุดท้าย คุณจะไม่มีวันพ่ายแพ้" เอ่อ ฟังดูดีขึ้นมาหน่อย แต่ยังไงก็ฟังดูหดหู่สำหรับผมอยู่ดี
เรื่องต่อมา "The Invincible" เรื่องราวเล่าถึงชายหนุ่มใหญ่วัย 30 คนนึงที่มีโอกาสได้คัดตัวกับทีมในระดับ NFL ด้วยการต่อสู้ ทนคำเหยียดหยาม และพยายามจนถึงที่สุด ในที่สุดเขาก็ประสบผลสำเร็จ โดยเอาข้อความหนึ่งที่ภรรยาเก่าได้เขียนถึงเขาในตอนที่ทิ้งไป...
"You'll never go anywhere, you'll never make any money and you'll never make a name for yourself"
แปลง่ายๆ ก็คือ "ชีวิตของ..(คุณ) จะไม่มีวันทำอะไรได้ดีซักอย่างเลยแน่นอน" สุดท้ายพระเอกของเราก็ใช้ข้อความนั้นพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า ตัวเขาเอง ทำได้...ดูแล้วซึ้งครับ...
ยังมีอีกสักเรื่องสองเรื่องที่เช่ามาดูเหมือนกัน แต่ก็ไม่ค่อยประทับใจสักเท่าไหร่...แต่สิ่งที่ผมได้คิด และรู้สึกทรมานกับมันก็คือ...
"ชีวิตคนเราต้องสู้เพื่อจะชนะ ต้องทุ่มเททั้งกายและใจทำให้มันสำเร็จ จงอย่าได้พ่ายแพ้เป็นอันขาด" แต่แล้วเมื่อไหร่กันล่ะ ถึงจะประสบผลสำเร็จ? ต้องนานขนาดไหนกัน?
จริงอยู่ว่าผมยังอายุน้อยอยู่ แต่ผมก็ไม่อยากจะบอกตัวเองให้มีชีวิตสู้ๆเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าจุดหมายที่แท้จริงอยู่ที่ไหน ผมยังไม่มีจุดหมายเลยครับ ไม่รู้ว่าควรทำยังไงดี ไม่รู้ว่าควรทุ่มเทกับอะไรดี สับสนไปหมด
ไม่อยากให้คนอื่นมาดูถูก ไม่อยากให้คนคิดว่า ตอนนั้นชั้นแพ้เธอตอนเรียน แต่สุดท้ายชั้นก็ชนะเธอตอนทำงาน นายมันแค่สวะ!!
ซินแสท่านหนึ่งที่เตือนผมไว้ "เก่งหรือจะสู้เฮงได้" มันติดใจผมมากเลย...
ช่วงนี้สับสนกับชีวิตจริงๆ ครับ...
Showing posts with label My Life. Show all posts
Showing posts with label My Life. Show all posts
Wednesday, March 10, 2010
Saturday, March 6, 2010
ด้านมืดของทุกคน...
เคยดู Star Wars กันบ้างไหมครับ? คงเคยได้ยินคำว่า "dark side" หรือ "ด้านมืด" กันบ้างใช่ไหมครับ คนเราทุกคนมีด้านมืดเสมอ บางทีเราอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
ผมเองก็มีด้านมืดเหมือนกัน หลายวันก่อนตัวผมเอง...รู้สึกผิดพลาด ทำสิ่งที่ไม่น่าจะทำลงไป...ผมพ่ายแพ้ให้กับด้านมืดของตัวเอง...
หลายวันที่ผ่านมานี้ ผมครุ่นคิดถึงสิ่งที่ทำมาตลอดเลยครับ ว่าผมทำไปได้ยังไง ทำไมถึงได้ทำแบบนั้นลงไปได้...555+ ไม่ต้องกลัวหรอกนะครับ ไม่ใช่ร้ายแรงอะไร แต่ถ้ามีคนรู้มันก็ไม่ดีหรอก เหมือนกับว่าตอนนี้ผมมี "โอตัปปะ" ความละอายต่อบาปที่ทำลงไปจนเหมือนวัวสันหลังหวะ...
อารมณ์นั้นเลย...
ที่ผ่านมาผมคิดเสมอว่า "ตัวของเราเอง" นั่นแหละที่เป็นคู่แข่งที่สำคัญที่สุด บ่อยครั้งผมสามารถชนะใจตัวเองได้ เพราะผ่านเรื่องราวมาเยอะ จนรู้ว่าต้องทำยังไง และอีกบ่อยครั้งนั่นแหละที่แพ้ใจตัวเองเหมือนกัน จนต้องมาคิดทีหลังว่า ตอนนั้นทำทำไมวะ...
หลังจากที่ผมได้กลับไปหาคนที่ผมได้กระทำผิด (ทั้งๆที่ เขาก็มองผมเป็นคนดี)และรู้ว่าเธอไม่ได้รู้เรื่องที่ผมทำลงไป ผมคงจะสบายใจมากขึ้นเยอะ...
ต่อไปผมสัญญากับตัวเองว่าผมจะไม่ทำแบบนี้อีก...ไม่อยากให้คนอื่นมองในแง่ที่ไม่ดี ที่สำคัญคือ "ไม่อยากพ่ายแพ้ให้กับใจของตัวเอง"...
ผมเองก็มีด้านมืดเหมือนกัน หลายวันก่อนตัวผมเอง...รู้สึกผิดพลาด ทำสิ่งที่ไม่น่าจะทำลงไป...ผมพ่ายแพ้ให้กับด้านมืดของตัวเอง...
หลายวันที่ผ่านมานี้ ผมครุ่นคิดถึงสิ่งที่ทำมาตลอดเลยครับ ว่าผมทำไปได้ยังไง ทำไมถึงได้ทำแบบนั้นลงไปได้...555+ ไม่ต้องกลัวหรอกนะครับ ไม่ใช่ร้ายแรงอะไร แต่ถ้ามีคนรู้มันก็ไม่ดีหรอก เหมือนกับว่าตอนนี้ผมมี "โอตัปปะ" ความละอายต่อบาปที่ทำลงไปจนเหมือนวัวสันหลังหวะ...
อารมณ์นั้นเลย...
ที่ผ่านมาผมคิดเสมอว่า "ตัวของเราเอง" นั่นแหละที่เป็นคู่แข่งที่สำคัญที่สุด บ่อยครั้งผมสามารถชนะใจตัวเองได้ เพราะผ่านเรื่องราวมาเยอะ จนรู้ว่าต้องทำยังไง และอีกบ่อยครั้งนั่นแหละที่แพ้ใจตัวเองเหมือนกัน จนต้องมาคิดทีหลังว่า ตอนนั้นทำทำไมวะ...
หลังจากที่ผมได้กลับไปหาคนที่ผมได้กระทำผิด (ทั้งๆที่ เขาก็มองผมเป็นคนดี)และรู้ว่าเธอไม่ได้รู้เรื่องที่ผมทำลงไป ผมคงจะสบายใจมากขึ้นเยอะ...
ต่อไปผมสัญญากับตัวเองว่าผมจะไม่ทำแบบนี้อีก...ไม่อยากให้คนอื่นมองในแง่ที่ไม่ดี ที่สำคัญคือ "ไม่อยากพ่ายแพ้ให้กับใจของตัวเอง"...
Saturday, September 5, 2009
เป็นคนไม่มีความสุข...?
เคยลองถามตัวเองดูบ้างไหมครับว่า "สิ่งไหนที่คุณอยากจะมีมากที่สุดในชีวิตนี้?" เช่น มีเงินทองร่ำรวยที่สุด นั่งกินนอนกินก็มีเงินใช้ไปตลอดชาติ, เป็นคนที่มีชื่อเสียง ผู้คนจดจำไปอีกนานแสนนาน หรืออะไรก็แล้วแต่...?
แต่สำหรับผมน่ะ...คือ..เป็นคนที่มีแต่ความสุขตลอดไป...
หลังๆ นี่มาลงๆ นั่งคิดดูเหมือนกันนะครับ ไม่รู้ว่าเพราะเครียดเรื่องงานที่กำลังทำอยู่ หรือเครียดเรื่องอนาคต หรืออะไรก็แล้วแต่...ทำไมกันนะ ผมถึงไม่ได้รู้สึกว่ามีความสุขกับคนอื่นๆ เขาเลยนะ...?
ทั้งๆ ที่ผมก็มีแฟน แต่ทำไมกันนะ ผมถึงไม่ได้มีความรู้สึกว่ามีความสุขเลย...ทำไมบางคนไม่มีแฟน อยู่ตัวเดียวกลับมีรอยยิ้ม มีความสุข หัวเราะคนเดียวได้ เหมือนกับว่าชั้นก็อยู่คนเดียวได้เหมือนกันนะ...
หรือว่า...มันเกิดจาก "ความไม่สมหวัง" กันนะ...? นั่นสิ...มนุษย์เรามีความอยากได้ พอไม่ได้ตามที่ต้องการก็เป็นทุกข์ พอทุกข์มันก็ไม่มีความสุขสินะ...จริงด้วยสินะ!
ไม่สมหวัง ผิดหวัง กับอะไรบ้างนะชีวิตเรา...ไม่ได้ร่ำรวยอย่างคนอื่นเขาทั้งๆ ที่เราน่าจะเกิดมามีฐานะดี หรือ รักเขาแต่เขาไม่รับรัก แห้วตลอดศก คาดหวังอะไรไว้กับอนาคตแต่มันไม่เป็นแบบนั้น หรือ ชีวิตมีแต่อุปสรรค โอ้...!!! เยอะแยะไปหมด...
แม้ว่าแม่ผมจะบอกว่า ให้มองคนที่เขาด้อยกว่าเราสิ...เขาแย่กว่าเราซะอีก แต่เราดีกว่าเขาตั้งมากมาย... เอ่อ มันก็จริงสินะ แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้มีอะไรดีขึ้นนี่
ชีวิตผมจะต้องเป็นแบบนี้ไปนานซักเท่าไหร่ก็ไม่รู้นะครับ..?
"สักวันผมต้องเป็นคนที่มีแต่ความสุขให้ได้..." สักวัน..สิน่า...
แต่สำหรับผมน่ะ...คือ..เป็นคนที่มีแต่ความสุขตลอดไป...
หลังๆ นี่มาลงๆ นั่งคิดดูเหมือนกันนะครับ ไม่รู้ว่าเพราะเครียดเรื่องงานที่กำลังทำอยู่ หรือเครียดเรื่องอนาคต หรืออะไรก็แล้วแต่...ทำไมกันนะ ผมถึงไม่ได้รู้สึกว่ามีความสุขกับคนอื่นๆ เขาเลยนะ...?
ทั้งๆ ที่ผมก็มีแฟน แต่ทำไมกันนะ ผมถึงไม่ได้มีความรู้สึกว่ามีความสุขเลย...ทำไมบางคนไม่มีแฟน อยู่ตัวเดียวกลับมีรอยยิ้ม มีความสุข หัวเราะคนเดียวได้ เหมือนกับว่าชั้นก็อยู่คนเดียวได้เหมือนกันนะ...
หรือว่า...มันเกิดจาก "ความไม่สมหวัง" กันนะ...? นั่นสิ...มนุษย์เรามีความอยากได้ พอไม่ได้ตามที่ต้องการก็เป็นทุกข์ พอทุกข์มันก็ไม่มีความสุขสินะ...จริงด้วยสินะ!
ไม่สมหวัง ผิดหวัง กับอะไรบ้างนะชีวิตเรา...ไม่ได้ร่ำรวยอย่างคนอื่นเขาทั้งๆ ที่เราน่าจะเกิดมามีฐานะดี หรือ รักเขาแต่เขาไม่รับรัก แห้วตลอดศก คาดหวังอะไรไว้กับอนาคตแต่มันไม่เป็นแบบนั้น หรือ ชีวิตมีแต่อุปสรรค โอ้...!!! เยอะแยะไปหมด...
แม้ว่าแม่ผมจะบอกว่า ให้มองคนที่เขาด้อยกว่าเราสิ...เขาแย่กว่าเราซะอีก แต่เราดีกว่าเขาตั้งมากมาย... เอ่อ มันก็จริงสินะ แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้มีอะไรดีขึ้นนี่
ชีวิตผมจะต้องเป็นแบบนี้ไปนานซักเท่าไหร่ก็ไม่รู้นะครับ..?
"สักวันผมต้องเป็นคนที่มีแต่ความสุขให้ได้..." สักวัน..สิน่า...
Monday, August 10, 2009
ยังหาเลี้ยงตัวเองไม่ได้เล้ย แล้วยังอยากจะ...
ไม่รู้ว่าบางช่วงผมยุ่งเกิน หรือว่าบางช่วงว่างเกินก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับ ผมถึงได้คิดอะไรเพ้อเจ้อ ละเมอเพ้อพก หรือคิดอะไรเข้าข้างตัวเองไปขนาดนั้น...
พูดตามตรงแล้วครับ บางช่วงบางเวลา มันก็อยากจะมีสาวๆ สวยๆ ควง หรือพูดคุยให้มันสนุกสนาน ชื่นใจกันบ้าง (เรื่องสาวๆ อีกแล้วตู) อาจเพราะแฟนผมเองก็ไม่ได้สวยมั้งครับ แถมยังไม่ดูแลตัวเองอีกตั้งหาก ผมเลยเผลอไปมองอะไรๆ ให้มันสดชื่นหัวใจขึ้นมาบ้าง...
บางทีอยู่เฉยๆ เห็นสาวๆ ที่สวยๆ (แต่แค่สวยผมมักไม่สนใจหรอกนะครับ ประมาณว่าต้องคุ้นเคยกันบ้างนิดหน่อย) ก็แอบเหล่บ้าง (มองบางส่วนที่ไม่ควรมองบ้าง *-*) แอบดอดไปหาเรื่องคุยบ้าง เนียนๆ ไป...
ผมเคยถามเพื่อนสาวผมคนนึง (เพื่อนสาวนี่ไม่ใช่กระเทยนะครับ ผู้หญิงนะ - -) ว่าถ้าอย่างผมเนี่ยชอบผู้หญิงคนนึง เจ้าตัวจะรู้ตัว หรือคนใกล้ตัวเพื่อนๆ เค้าจะดูออกไหม? หลายๆ คนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ดูไม่ออกหร๊อก! ฮ่าๆ...
แสดงว่าแบบนี้อาศัยความเนียนตีสนิทได้สินะ แต่อย่างว่าหน้าผมมันจริงจัง สาวๆ คงกลัวๆ เกร็งๆ กันมากกว่า...
มาเข้าเรื่องกันดีกว่า...บางครั้งผมก็แค่มอง ไม่ได้คิดอะไรหรอก แต่ในบางครั้งมันก็มีเครื่องหมายคำถามขึ้นมาในใจของผมว่า "จีบเลยดีไหมวะ? เลิกกับแฟนแล้วจีบดีกว่าไหม?" ความรู้สึกแบบชายโฉดมันผุดขึ้นมาในหัวเฉยเลย...
แต่...โลกของความเป็นจริง การที่คุณจะจีบสาวคนนึงต้องทำไงบ้างครับ...? ต้องลงทุนใช่ไหม..? นั่นล่ะ..ปัญหา...
มันจึงเข้ากับหัวข้อเลยที่ว่า "ยังเลี้ยงตัวเองไม่รอดเลย คิดจะเลี้ยงสาวๆ รึ" (สาวๆ ด้วยนะ - -)
สุดท้ายพอมีเวลามันว่างๆ ผมก็เล้ยยย ชอบมาคิดว่า แมร่ง...เมื่อไหร่ตูจะหาเลี้ยงตัวเองได้ว่ะ พ่อจะฟาด เอ้ย!...จะได้จีบสาวๆ ที่หมายปองได้ซักทีนึง!
เอวังด้วยประการละชะนี้แล...!! (บาง feel บางอารมณ์ครับ 555+)
พูดตามตรงแล้วครับ บางช่วงบางเวลา มันก็อยากจะมีสาวๆ สวยๆ ควง หรือพูดคุยให้มันสนุกสนาน ชื่นใจกันบ้าง (เรื่องสาวๆ อีกแล้วตู) อาจเพราะแฟนผมเองก็ไม่ได้สวยมั้งครับ แถมยังไม่ดูแลตัวเองอีกตั้งหาก ผมเลยเผลอไปมองอะไรๆ ให้มันสดชื่นหัวใจขึ้นมาบ้าง...
บางทีอยู่เฉยๆ เห็นสาวๆ ที่สวยๆ (แต่แค่สวยผมมักไม่สนใจหรอกนะครับ ประมาณว่าต้องคุ้นเคยกันบ้างนิดหน่อย) ก็แอบเหล่บ้าง (มองบางส่วนที่ไม่ควรมองบ้าง *-*) แอบดอดไปหาเรื่องคุยบ้าง เนียนๆ ไป...
ผมเคยถามเพื่อนสาวผมคนนึง (เพื่อนสาวนี่ไม่ใช่กระเทยนะครับ ผู้หญิงนะ - -) ว่าถ้าอย่างผมเนี่ยชอบผู้หญิงคนนึง เจ้าตัวจะรู้ตัว หรือคนใกล้ตัวเพื่อนๆ เค้าจะดูออกไหม? หลายๆ คนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ดูไม่ออกหร๊อก! ฮ่าๆ...
แสดงว่าแบบนี้อาศัยความเนียนตีสนิทได้สินะ แต่อย่างว่าหน้าผมมันจริงจัง สาวๆ คงกลัวๆ เกร็งๆ กันมากกว่า...
มาเข้าเรื่องกันดีกว่า...บางครั้งผมก็แค่มอง ไม่ได้คิดอะไรหรอก แต่ในบางครั้งมันก็มีเครื่องหมายคำถามขึ้นมาในใจของผมว่า "จีบเลยดีไหมวะ? เลิกกับแฟนแล้วจีบดีกว่าไหม?" ความรู้สึกแบบชายโฉดมันผุดขึ้นมาในหัวเฉยเลย...
แต่...โลกของความเป็นจริง การที่คุณจะจีบสาวคนนึงต้องทำไงบ้างครับ...? ต้องลงทุนใช่ไหม..? นั่นล่ะ..ปัญหา...
มันจึงเข้ากับหัวข้อเลยที่ว่า "ยังเลี้ยงตัวเองไม่รอดเลย คิดจะเลี้ยงสาวๆ รึ" (สาวๆ ด้วยนะ - -)
สุดท้ายพอมีเวลามันว่างๆ ผมก็เล้ยยย ชอบมาคิดว่า แมร่ง...เมื่อไหร่ตูจะหาเลี้ยงตัวเองได้ว่ะ พ่อจะฟาด เอ้ย!...จะได้จีบสาวๆ ที่หมายปองได้ซักทีนึง!
เอวังด้วยประการละชะนี้แล...!! (บาง feel บางอารมณ์ครับ 555+)
Wednesday, August 5, 2009
เป้าหมายการเงินในตอนนี้...
ผมคิดไว้อยู่นานแล้วล่ะ แต่เพิ่งจะมีโอกาสที่จะเขียนเรื่องราวนี้ขึ้นมา หลังจากที่ได้คิด ได้คำแนะนำมาจากคนอื่นบ้าง เกี่ยวกับ "การสร้างความมั่นคงทางการเงิน" ให้กับตัวเอง...
อายุเราก็ไม่ใช่น้อยแล้วนะ เงินเก็บคืออะไรก็ไม่เคยตอบตัวเองได้เลย (อาจเป็นเงินในกระปุกออมสิน?)...ได้เงินมาก็ใช้หมด พออายุอานามป่านนี้ ก็เพิ่งมาคิดได้ เอ๊าาาา...เริ่มที่ 25 แล้วกันเรา คงไม่สายไปนะ - -"
ผมจะแบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วน ที่คิดจะออมไว้นะครับ คือ...
1. เงินทุนสำรองเลี้ยงชีพ (เพื่อนผมเรียกว่าอย่างนั้น)คำจำกัดความก็คือ "เงินที่เก็บสะสมจากรายได้ที่เข้ามาไม่ว่าจะทางใดก็แล้วแต่ คิดเป็นเงินรวมอย่างน้อย 3 เท่าของรายได้ปกติ ไม่สามารถถอนมาใช้ในภาวะปกติได้"
ส่วนนี้ผมคิด 3 เดือนก่อน สมมติ ผมมีรายได้เดือนละ 7000 (ไม่ต้องสมมติหรอก เท่านี้จริงๆ น่ะแหละ - -") ก็ต้องมีเงินในส่วนนี้ 21000 เป็นต้น
ในส่วนนี้ผมจะถอนมาใช้ไม่ได้เลย เป็นเงินที่ต้องนอนไว้ในบัญชี ยกเว้นเหตุฉุกเฉินจริงๆ จึงจะนำมาใช้ (แต่พยายามไม่ใช้แล้วกัน)ในอนาคตจะเพิ่มความมั่นคงเป็น 6 เดือน หรือ 1 ปี หรือมากกว่า ตามลำดับ ว่าง่ายๆ ก็คือ เป็นเงินที่เผื่อไว้ตอนไม่มีรายได้ ก็จะสามารถประกันได้ว่าเรายังอยู่ต่อได้อย่างน้อย 3 เดือนครับ
2. เงินเก็บประจำในแต่ละเดือน คำจำกัดความก็คือ "10% ของรายได้ประจำจะต้องถูกเก็บเข้าบัญชีเอาไว้ทุกๆ เดือน อย่างสม่ำเสมอ"
ส่วนนี้ผมคงต้องงดไปก่อน เพราะในแต่ละเดือน ยังใช้ไม่พอเล้ยยยย...ชีวิตนักศึกษาก็งี้แหละ - -"
3. เงินจากรายได้เสริม คำจัดความคือ "รายได้อื่นๆ นอกเหนือจากรายได้ประจำ จะถูกเก็บไว้อีกบัญชีหนึ่งแยกกับสองบัญชีข้างตัน โดยเมื่อมีรายได้เสริมเข้ามาเงินจะถูกมากองไว้ที่นี่" ซึ่งผมถือเป็นเงินออมก้อนแรกที่จะถูกใช้ไปก่อน
ในส่วนนี้คือเงินจากรายได้เสริมครับ งานนอก ได้เท่าไหร่ก็จะนำมาฝาก หากอยากได้อะไรก็สามารถใช้ได้ตามต้องการ หากไม่ได้ใช้ หรือเกิดงกขึ้นมาก็จะได้กลายเป็นเงินฝากในข้อที่ 1 ไปด้วยเลย...
ตอนนี้ผมคิดว่าคงทำได้ 2 ข้อ คือข้อ 1 และ 3 ไปก่อน...อย่างน้อยตอนนี้ก็ได้หลักพันแล้วนะ...อิอิ - -"
อายุเราก็ไม่ใช่น้อยแล้วนะ เงินเก็บคืออะไรก็ไม่เคยตอบตัวเองได้เลย (อาจเป็นเงินในกระปุกออมสิน?)...ได้เงินมาก็ใช้หมด พออายุอานามป่านนี้ ก็เพิ่งมาคิดได้ เอ๊าาาา...เริ่มที่ 25 แล้วกันเรา คงไม่สายไปนะ - -"
ผมจะแบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วน ที่คิดจะออมไว้นะครับ คือ...
1. เงินทุนสำรองเลี้ยงชีพ (เพื่อนผมเรียกว่าอย่างนั้น)คำจำกัดความก็คือ "เงินที่เก็บสะสมจากรายได้ที่เข้ามาไม่ว่าจะทางใดก็แล้วแต่ คิดเป็นเงินรวมอย่างน้อย 3 เท่าของรายได้ปกติ ไม่สามารถถอนมาใช้ในภาวะปกติได้"
ส่วนนี้ผมคิด 3 เดือนก่อน สมมติ ผมมีรายได้เดือนละ 7000 (ไม่ต้องสมมติหรอก เท่านี้จริงๆ น่ะแหละ - -") ก็ต้องมีเงินในส่วนนี้ 21000 เป็นต้น
ในส่วนนี้ผมจะถอนมาใช้ไม่ได้เลย เป็นเงินที่ต้องนอนไว้ในบัญชี ยกเว้นเหตุฉุกเฉินจริงๆ จึงจะนำมาใช้ (แต่พยายามไม่ใช้แล้วกัน)ในอนาคตจะเพิ่มความมั่นคงเป็น 6 เดือน หรือ 1 ปี หรือมากกว่า ตามลำดับ ว่าง่ายๆ ก็คือ เป็นเงินที่เผื่อไว้ตอนไม่มีรายได้ ก็จะสามารถประกันได้ว่าเรายังอยู่ต่อได้อย่างน้อย 3 เดือนครับ
2. เงินเก็บประจำในแต่ละเดือน คำจำกัดความก็คือ "10% ของรายได้ประจำจะต้องถูกเก็บเข้าบัญชีเอาไว้ทุกๆ เดือน อย่างสม่ำเสมอ"
ส่วนนี้ผมคงต้องงดไปก่อน เพราะในแต่ละเดือน ยังใช้ไม่พอเล้ยยยย...ชีวิตนักศึกษาก็งี้แหละ - -"
3. เงินจากรายได้เสริม คำจัดความคือ "รายได้อื่นๆ นอกเหนือจากรายได้ประจำ จะถูกเก็บไว้อีกบัญชีหนึ่งแยกกับสองบัญชีข้างตัน โดยเมื่อมีรายได้เสริมเข้ามาเงินจะถูกมากองไว้ที่นี่" ซึ่งผมถือเป็นเงินออมก้อนแรกที่จะถูกใช้ไปก่อน
ในส่วนนี้คือเงินจากรายได้เสริมครับ งานนอก ได้เท่าไหร่ก็จะนำมาฝาก หากอยากได้อะไรก็สามารถใช้ได้ตามต้องการ หากไม่ได้ใช้ หรือเกิดงกขึ้นมาก็จะได้กลายเป็นเงินฝากในข้อที่ 1 ไปด้วยเลย...
ตอนนี้ผมคิดว่าคงทำได้ 2 ข้อ คือข้อ 1 และ 3 ไปก่อน...อย่างน้อยตอนนี้ก็ได้หลักพันแล้วนะ...อิอิ - -"
Friday, May 8, 2009
IQ ของผม... - -"
วันนี้อยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำช่วงบ่ายเพราะลุยงานจนเรียบร้อย (สำหรับรอบนี้นะ - -") ไปตั้งแต่หลายวันก่อนแล้ว ยอมรับว่าเหนื่อยมากๆ เลยครับ เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว... คิดๆ เหมือนกันว่า จริงแหะ! ที่เค้าว่าๆ เรียน ป.โท น่ะเป็นสุดแสนสาหัสของชีวิตแล้ว อย่างน้อยก็ผมคนนึงล่ะ...
ร้อยมากๆ เลยอากาศ ฝนทำท่าจะตกก็ไม่ตก ไม่มีอะไรทำจริงๆ เกมส์ก็ไม่อยากเล่นเท่าไหร่ ทำอะไรดีเนี่ยตู บังเอิ๊ญ ไปเจอแบบทดสอบวัดไอคิวเข้าก็เลยทำมันแก้เซ็ง (ฆ่าเวลา และทำให้ปวดหมองได้เหลือเชื่อเลยล่ะ!!)
อันแรกมาจากเวปไซต์ http://www.iqtest.dk/
ยอมรับว่าเคยทำมาก่อนแล้วครับ รอบก่อนๆ ได้ 130 ตรงเป๊ะ (ไม่มีเฉลยนะ!) คราวนี้มาลองทำใหม่ ไม่เสียหายเนอะ ก็เราก็ใช้ชีวิตมาได้ 25 ขวบแล้ว สมองมันก็ต้องพัฒนาไปด้วย จริงม่ะ (อันที่จริงเค้าบอกว่า สมองมันจะเสื่อมลงเรื่อยๆ หลังจากนี้ไม่ใช่เรอะ!!)
ข้อท้ายๆ นี้ปวดหัวมากๆ ครับ พยายามหามิติสัมพันธ์ของมัน ยอมรับว่ายากมากๆ ต้องเลือกตอบอันใกล้เคียงแทนไป ผลสรุปก็ออกมาว่าผมได้คะแนน..
133 คะแนนครับ ^^ ดีใจ เพิ่มตั้ง 3 คะแนนแน่ะ !! ผมยังอยู่ในช่วง High Intelligence อยู่ อิอิ..อัจฉริยะต้อง 140+ (เอาน่า ก็ใกล้เคียง อิอิ)

พอลองหาเวปใหม่ทำดูก็ไปเจออันนี้ http://www.highiqsociety.org/common/iqtests/ultimate.htm เอาล่ะ ทำเลยดีกว่า
อันนี้แบ่งเป็นหลายหมวด ทั้ง มิติสัมพันธ์ ความจำ คณิตศาสตร์ ความรู้ทั่วไป เป็นต้น ท่าจะเข้าท่ากว่านะ ไม่เหมือนอันแรกที่เน้นมิติสัมพันธ์...
ผมสะดุดเลยครับก็ดันเจอ...ภาษาอังกฤษ บางตัวแปลไม่ออก แปลไม่ทัน มันมีเวลาแค่ 90 วิเองนะ!!! เลยต้องมั่วบางครั้ง หมวดความรู้ทั่วไปบางทีก็ถามถึงคนนู้นคนนี้ พระเจ้า!!! ไม่รู้จักครับ ขนาดว่าอ่านหนังสือประวัติศาสตร์มากบ้าง บางคนยังไม่รู้จัก บางคนก็ไม่ใจที่จะอ่านเลยยย!!!
ก็ต้องมั่วไปตามระเบียบ ในข้อที่อ่านไม่ออก TT
สรุปผลออกมาได้ ... 131 คะแนนครับ ^^

มีการบอกด้วยนะว่าคุณจัดอยู่ในกลุ่ม 5% ของประชากรทั้งหมดในโลกที่มีไอคิว ระดับนี้หรือมากกว่า!!!
โอ๊ะ อ่านแล้ว เราอยู่ในช่วง Superior Inteligence นี่!! โอ้วว ฉลาดล้ำเลิศจริงๆ ว่าแต่ไอ้ Gifted มันคืออะไรเหรอ? เปิดดิกส์ดูปรากฏว่ามันก็คือ คนมีพรสวรรค์ หรือคำใกล้เคียงก็คือ Talented นั่นเอง!!
เอาว่ะ ได้ขนาดนี้ก็หัวดีระดับนึงแล้วล่ะ - -"
พูดตามตรงครับ การที่ฉลาดมากๆ ขนาดระดับอัจฉริยะเป้นความไฝ่ฝันของผมเลยนะ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของพันธุกรรม เป็นพรสวรรค์ที่ประทานให้เฉพาะคนเท่านั้น ไม่ได้หวังว่าจะได้เท่าไอน์สไตน์ หรือ นิวแมน (ผู้ออกแบบทฤษฎีเกม) หรอกนะครับ แต่ถ้าได้อยู่ในระดับอัจฉริยะก็คงคิดอะไรปรู๊ดปราด เหมือนมี CPU Quad Core Extreme อะไรประมาณนั้นเลย..แต่เสียดายครับได้แค่นี้
บางที่คิดอะไรที่มันจะลึกล้ำมันก็สะดุด มุดลงไป ดำลงไปลึกกว่าเดิมไม่ได้ มันวนเวียนอยู่แค่นั้น ไม่สามารถไปไกลกว่านั้นได้ ผมรู้สึกถึงขนาดนั้นเลยเวลาคิดเรื่องยากๆ มัน..ไม่ได้จริงๆ นี่คงเป็นขีดจำกัดของผมแล้วล่ะ...
แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้เป็นอัจฉริยะแล้วจะแย่นะครับ แต่เรายังต้องมี "ความอุตสาหะ" หรือ "พรแสวง" ยังไงล่ะ ครับ มันทำให้ผมก้าวต่อไปเรื่อย ก็เพราะนึกถึงจุดนี้แหละว่า ถ้าเราไม่มีความพยายาม ฉลาดแค่ไหนก็แค่นั้น
"ของเพียงคุณมีพรสวรรค์เพียง 10% อีก 90% เป็นพรแสวง คุณก็มีความสามารถเทียบเท่าอัจฉริยะได้"
ใครพูดไม่รู้ครับ ลอกเค้ามาอีกทีนึง - -"
ร้อยมากๆ เลยอากาศ ฝนทำท่าจะตกก็ไม่ตก ไม่มีอะไรทำจริงๆ เกมส์ก็ไม่อยากเล่นเท่าไหร่ ทำอะไรดีเนี่ยตู บังเอิ๊ญ ไปเจอแบบทดสอบวัดไอคิวเข้าก็เลยทำมันแก้เซ็ง (ฆ่าเวลา และทำให้ปวดหมองได้เหลือเชื่อเลยล่ะ!!)
อันแรกมาจากเวปไซต์ http://www.iqtest.dk/
ยอมรับว่าเคยทำมาก่อนแล้วครับ รอบก่อนๆ ได้ 130 ตรงเป๊ะ (ไม่มีเฉลยนะ!) คราวนี้มาลองทำใหม่ ไม่เสียหายเนอะ ก็เราก็ใช้ชีวิตมาได้ 25 ขวบแล้ว สมองมันก็ต้องพัฒนาไปด้วย จริงม่ะ (อันที่จริงเค้าบอกว่า สมองมันจะเสื่อมลงเรื่อยๆ หลังจากนี้ไม่ใช่เรอะ!!)
ข้อท้ายๆ นี้ปวดหัวมากๆ ครับ พยายามหามิติสัมพันธ์ของมัน ยอมรับว่ายากมากๆ ต้องเลือกตอบอันใกล้เคียงแทนไป ผลสรุปก็ออกมาว่าผมได้คะแนน..
133 คะแนนครับ ^^ ดีใจ เพิ่มตั้ง 3 คะแนนแน่ะ !! ผมยังอยู่ในช่วง High Intelligence อยู่ อิอิ..อัจฉริยะต้อง 140+ (เอาน่า ก็ใกล้เคียง อิอิ)

พอลองหาเวปใหม่ทำดูก็ไปเจออันนี้ http://www.highiqsociety.org/common/iqtests/ultimate.htm เอาล่ะ ทำเลยดีกว่า
อันนี้แบ่งเป็นหลายหมวด ทั้ง มิติสัมพันธ์ ความจำ คณิตศาสตร์ ความรู้ทั่วไป เป็นต้น ท่าจะเข้าท่ากว่านะ ไม่เหมือนอันแรกที่เน้นมิติสัมพันธ์...
ผมสะดุดเลยครับก็ดันเจอ...ภาษาอังกฤษ บางตัวแปลไม่ออก แปลไม่ทัน มันมีเวลาแค่ 90 วิเองนะ!!! เลยต้องมั่วบางครั้ง หมวดความรู้ทั่วไปบางทีก็ถามถึงคนนู้นคนนี้ พระเจ้า!!! ไม่รู้จักครับ ขนาดว่าอ่านหนังสือประวัติศาสตร์มากบ้าง บางคนยังไม่รู้จัก บางคนก็ไม่ใจที่จะอ่านเลยยย!!!
ก็ต้องมั่วไปตามระเบียบ ในข้อที่อ่านไม่ออก TT
สรุปผลออกมาได้ ... 131 คะแนนครับ ^^

มีการบอกด้วยนะว่าคุณจัดอยู่ในกลุ่ม 5% ของประชากรทั้งหมดในโลกที่มีไอคิว ระดับนี้หรือมากกว่า!!!
โอ๊ะ อ่านแล้ว เราอยู่ในช่วง Superior Inteligence นี่!! โอ้วว ฉลาดล้ำเลิศจริงๆ ว่าแต่ไอ้ Gifted มันคืออะไรเหรอ? เปิดดิกส์ดูปรากฏว่ามันก็คือ คนมีพรสวรรค์ หรือคำใกล้เคียงก็คือ Talented นั่นเอง!!
เอาว่ะ ได้ขนาดนี้ก็หัวดีระดับนึงแล้วล่ะ - -"
พูดตามตรงครับ การที่ฉลาดมากๆ ขนาดระดับอัจฉริยะเป้นความไฝ่ฝันของผมเลยนะ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของพันธุกรรม เป็นพรสวรรค์ที่ประทานให้เฉพาะคนเท่านั้น ไม่ได้หวังว่าจะได้เท่าไอน์สไตน์ หรือ นิวแมน (ผู้ออกแบบทฤษฎีเกม) หรอกนะครับ แต่ถ้าได้อยู่ในระดับอัจฉริยะก็คงคิดอะไรปรู๊ดปราด เหมือนมี CPU Quad Core Extreme อะไรประมาณนั้นเลย..แต่เสียดายครับได้แค่นี้
บางที่คิดอะไรที่มันจะลึกล้ำมันก็สะดุด มุดลงไป ดำลงไปลึกกว่าเดิมไม่ได้ มันวนเวียนอยู่แค่นั้น ไม่สามารถไปไกลกว่านั้นได้ ผมรู้สึกถึงขนาดนั้นเลยเวลาคิดเรื่องยากๆ มัน..ไม่ได้จริงๆ นี่คงเป็นขีดจำกัดของผมแล้วล่ะ...
แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้เป็นอัจฉริยะแล้วจะแย่นะครับ แต่เรายังต้องมี "ความอุตสาหะ" หรือ "พรแสวง" ยังไงล่ะ ครับ มันทำให้ผมก้าวต่อไปเรื่อย ก็เพราะนึกถึงจุดนี้แหละว่า ถ้าเราไม่มีความพยายาม ฉลาดแค่ไหนก็แค่นั้น
"ของเพียงคุณมีพรสวรรค์เพียง 10% อีก 90% เป็นพรแสวง คุณก็มีความสามารถเทียบเท่าอัจฉริยะได้"
ใครพูดไม่รู้ครับ ลอกเค้ามาอีกทีนึง - -"
Tuesday, May 5, 2009
เดือนแรกของอายุ 25 ขวบ
ใช่แล้วครับผมอายุ 25 แล้ว...
คิดดูสิ เดินๆ ไป พอเห็นเด็กๆ ป.ตรีกัน เหมือน..เราเองก็เพิ่งผ่านมาได้ไม่นาน ตอนนั้น เรายังไม่ถึง 20 เลยด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ เราเริ่มแก่ซ่ะแล้วเหรอเนี่ย?
กำลังวังชาก็เริ่มหดหาย ทั้งๆ ที่วัยนี้มันน่าจะเข้าวัยที่เขาเรียกว่า "วัยหนุ่มฉกรรจ์" ใช่ไหม? แต่ทำไมผมถึงได้ วิงๆ รู้สึกท้อแท้ หมดแรงได้ขนาดนี้...
เริ่มเบญจเพศ ใครๆ หลายคนก็คงจะโชคร้าย ผมล่ะไม่เข้าใจเลยว่าทำไมมันต้องเป็นแบบนั้น รู้สึกว่าช่วงนี้ชีวิตที่เคยแย่ มันกลับแย่ลงกว่าเดิมทุกๆ อย่าง ทั้งงาน ชีวิตส่วนตัว...อะไรๆ ก็ติดขัดไปหมดเลย...
อายุขนาดนี้แล้ว (พูดเหมือนซักจะ 60) ชีวิตแบบจริงๆ ของมนุษย์เราก็เริ่มเข้ามาครับ...รับรู้ ความโหดร้ายของชีวิตที่อีกหน่อยเราต้องหาเงินเองนะ แบมือขอพ่อแม่ไม่ได้ ชีวิตผัวเมียหนุ่มสาว ชีวิต one night stand ของคนรอบข้าง เรื่องเพศสัมพันธ์...ที่เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ที่ เรียกกันสั้นๆ...
กิน...ขี้..ปี้..นอน
เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนคงต้องเจอกันอยู่แล้ว...
มันเป็นเรื่องที่จะฉุดความรู้สึกดีๆ ยามที่เราเป็นเด็กที่..รักใครสักคน อยากดูแลเขาไปตลอดชีวิต แล้วก็แต่งงานอยู่กินกัน มีความสุขตลอดไป...กลับกลายเป็น...หาคู่ ถูกใจ ขึ้นเตียง เข้ากันได้ไหม ว่ากันอีกที..
ทั้งสลับคู่นู้นนี่..คนนู้นคนนี้ บางคนสวยยังกะนางฟ้าแต่ก็พ่ายแพ้อำนาจเงิน นอนแบ...ให้คนอื่น... หรือ... คนหน้าตาไม่ดี แต่รวย..อยาก..ใครก็ทำได้...
เรื่องจริงที่เกิดขึ้นจริงๆ ในชีวิตคนเราครับ เพียงแต่ช่วงนี้ เริ่มรับรู้มันมากขึ้น..มันกำลังดึงให้ผม ก้าวเข้าไป..สู่ด้านมืด...เพียงเพราะ กิเลส ตัณหา ความสนุกชั่วครั้งชั่วคราว ผมเองก็หวังว่าจะไม่ตกไปสู่ วังวนเรื่องนั้น...
ความโลภ การทำงาน สิ่งที่ต้องเผชิญต่อไปในชีวิต การอิจฉาริษยากัน ปั้นหน้าใส่กัน ผมคงต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์อีกเยอะ กว่าจะเข้าใจและฝ่าฟันสิ่งเหล่านี้ไปได้...
หวังว่า...กิเลส สิ่งไม่ดีทุกอย่างจะไม่ทำให้ผม...เข้าสู่ทางสายมืด...มีชีวิตอยู่อย่างสัตว์เดรัจฉาน ปล่อยให้อารมณ์ ตัณหา นำพาชีวิตไปนะครับ...
ดูเยอะแยะไปหมดเลย..แต่นี่แหละมันคือความจริงของชีวิต..ความจริงที่มนุษย์เราต้องรับรู้...และ...ควบคุมจิตใจ ให้เป็นมนุษย์ผู้มีจิตใตสูง มากกว่าเป็นแค่สัตว์เดรัจฉาน...
ที่พูดก็เพราะว่า ผมกลัว...ความรู้สึกในตอนนี้ ความเย้ายวน ที่มันจะทำลายด้านดีๆ ในตัวผมไปหมด ช่วงนี้..เป็นช่วงที่ผมอ่อนแอจริงๆ ครับ...
คิดดูสิ เดินๆ ไป พอเห็นเด็กๆ ป.ตรีกัน เหมือน..เราเองก็เพิ่งผ่านมาได้ไม่นาน ตอนนั้น เรายังไม่ถึง 20 เลยด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ เราเริ่มแก่ซ่ะแล้วเหรอเนี่ย?
กำลังวังชาก็เริ่มหดหาย ทั้งๆ ที่วัยนี้มันน่าจะเข้าวัยที่เขาเรียกว่า "วัยหนุ่มฉกรรจ์" ใช่ไหม? แต่ทำไมผมถึงได้ วิงๆ รู้สึกท้อแท้ หมดแรงได้ขนาดนี้...
เริ่มเบญจเพศ ใครๆ หลายคนก็คงจะโชคร้าย ผมล่ะไม่เข้าใจเลยว่าทำไมมันต้องเป็นแบบนั้น รู้สึกว่าช่วงนี้ชีวิตที่เคยแย่ มันกลับแย่ลงกว่าเดิมทุกๆ อย่าง ทั้งงาน ชีวิตส่วนตัว...อะไรๆ ก็ติดขัดไปหมดเลย...
อายุขนาดนี้แล้ว (พูดเหมือนซักจะ 60) ชีวิตแบบจริงๆ ของมนุษย์เราก็เริ่มเข้ามาครับ...รับรู้ ความโหดร้ายของชีวิตที่อีกหน่อยเราต้องหาเงินเองนะ แบมือขอพ่อแม่ไม่ได้ ชีวิตผัวเมียหนุ่มสาว ชีวิต one night stand ของคนรอบข้าง เรื่องเพศสัมพันธ์...ที่เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ที่ เรียกกันสั้นๆ...
กิน...ขี้..ปี้..นอน
เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนคงต้องเจอกันอยู่แล้ว...
มันเป็นเรื่องที่จะฉุดความรู้สึกดีๆ ยามที่เราเป็นเด็กที่..รักใครสักคน อยากดูแลเขาไปตลอดชีวิต แล้วก็แต่งงานอยู่กินกัน มีความสุขตลอดไป...กลับกลายเป็น...หาคู่ ถูกใจ ขึ้นเตียง เข้ากันได้ไหม ว่ากันอีกที..
ทั้งสลับคู่นู้นนี่..คนนู้นคนนี้ บางคนสวยยังกะนางฟ้าแต่ก็พ่ายแพ้อำนาจเงิน นอนแบ...ให้คนอื่น... หรือ... คนหน้าตาไม่ดี แต่รวย..อยาก..ใครก็ทำได้...
เรื่องจริงที่เกิดขึ้นจริงๆ ในชีวิตคนเราครับ เพียงแต่ช่วงนี้ เริ่มรับรู้มันมากขึ้น..มันกำลังดึงให้ผม ก้าวเข้าไป..สู่ด้านมืด...เพียงเพราะ กิเลส ตัณหา ความสนุกชั่วครั้งชั่วคราว ผมเองก็หวังว่าจะไม่ตกไปสู่ วังวนเรื่องนั้น...
ความโลภ การทำงาน สิ่งที่ต้องเผชิญต่อไปในชีวิต การอิจฉาริษยากัน ปั้นหน้าใส่กัน ผมคงต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์อีกเยอะ กว่าจะเข้าใจและฝ่าฟันสิ่งเหล่านี้ไปได้...
หวังว่า...กิเลส สิ่งไม่ดีทุกอย่างจะไม่ทำให้ผม...เข้าสู่ทางสายมืด...มีชีวิตอยู่อย่างสัตว์เดรัจฉาน ปล่อยให้อารมณ์ ตัณหา นำพาชีวิตไปนะครับ...
ดูเยอะแยะไปหมดเลย..แต่นี่แหละมันคือความจริงของชีวิต..ความจริงที่มนุษย์เราต้องรับรู้...และ...ควบคุมจิตใจ ให้เป็นมนุษย์ผู้มีจิตใตสูง มากกว่าเป็นแค่สัตว์เดรัจฉาน...
ที่พูดก็เพราะว่า ผมกลัว...ความรู้สึกในตอนนี้ ความเย้ายวน ที่มันจะทำลายด้านดีๆ ในตัวผมไปหมด ช่วงนี้..เป็นช่วงที่ผมอ่อนแอจริงๆ ครับ...
Wednesday, October 17, 2007
โย่ววว...4.00 แว้ววว...
เป็นไปตามคาดหมายครับเทอมนี้กับเกรด 4.00 ที่ตั้งเป้าหมายไว้ตั้งแต่ต้นเทอม สุดท้ายผมก็ทำได้จริงๆ แม้ว่าจะมีแอบเสียวบ้างในบางวิชาแต่ก็กระตุ้นตัวเองจนได้ รู้สึกภูมิใจจังมันเหมือนกับว่าได้ชนะใจตัวเอง ทำสิ่งที่ต้องใช้เวลาพิสูจน์ถึง 1 เทอม คือประมาณ 4 เดือนที่ต้องตั้งใจและต้องไม่พลาดถึงจะได้มา...
เป็นอีก 1 บททดสอบความตั้งใจในอนาคตครับ...ว่าผมน่ะ จะไม่ปล่อยให้พลาดไปเช่นเดียวกัน ตอนนี้ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างว่า "ต้องทำตอนนี้ ให้ดีที่สุดก่อน"...
เรื่องงานวิจัย หรือ Thesis จบ นั้นก็คงต้องรอปลายปี ถึงจะรู้ครับว่าจะได้ทำเรื่องอะไร เพราะผมน่ะเริ่มจะเรียนรู้สิ่งแวดล้อมใหม่ๆ มากขึ้นว่า มันไม่เหมือนกับแบบเดิมๆ นะ ที่ขอแค่ตั้งใจจะทำก็พอ ได้ทำแน่นอน แต่ที่นี่น่ะ ต้องรอ "ทุน" ก่อน
เป้าหมายของผมเทอมหน้าก็คือ 4.00 เช่นเดิม แต่คราวนี้ ยากกว่าเดิมแน่นอน แต่ผมจะพยายามครับ เป้าหมายสูงสุดของผมก็คือ 4.00 ตลอดการศึกษา ป.โท และก็มีผลงานตีพิมพ์ดีๆ ซักอัน ก็พอใจแล้ว...
จะว่าไปก็มีควันหลงเทอมนี้เหมือนกันนะครับ...ตัวนึงที่ผมเรียน คิดว่าน่าจะมีคนได้ A ถึง 80% เลยทีเดียว คนเรียนก็มีไม่กี่คนไม่ถึงสิบเลย แต่ได้ A กันเยอะมาก ทั้งๆ ที่วิชานี้ผมทำคะแนนห่างจากคนอื่นซ่ะกระจุย จนแทบจะคาดว่า น่าจะมีคนได้ A ต่อจากผมแค่คนเดียว สุดท้าย เล่นซ่ะ A เกือบหมด...น่าคิดจริงๆ ครับ
แต่ช่างเถอะ จะยังไงก็แล้วแต่ผมน่ะคิดว่า 4.00 ของผมมีคุณค่าเสมอ เพราะมันเป็น 4.00 ที่มาจากความตั้งใจจริง มาจากคะแนนที่สูงจริง (ท๊อป รองท๊อปเซคชั่น) และก็ผลงานดีจริง (ผมลงมือทำเองเกือบหมด) เอาะครับ เทอมหน้าผมก็จะสู้ต่อไป...
ลืมไปว่าต้นเดือนหน้านี้ผมก็ต้องสอบภาษาอังกฤษอีกนี่หว่า เกือบลืมไปเลย ก็ต้องฟิตด้วยครับ...
เป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะ แค่ "สู้ๆ นะ" ก็เพียงพอแล้วล่ะ อิอิ
^^Y
เป็นอีก 1 บททดสอบความตั้งใจในอนาคตครับ...ว่าผมน่ะ จะไม่ปล่อยให้พลาดไปเช่นเดียวกัน ตอนนี้ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างว่า "ต้องทำตอนนี้ ให้ดีที่สุดก่อน"...
เรื่องงานวิจัย หรือ Thesis จบ นั้นก็คงต้องรอปลายปี ถึงจะรู้ครับว่าจะได้ทำเรื่องอะไร เพราะผมน่ะเริ่มจะเรียนรู้สิ่งแวดล้อมใหม่ๆ มากขึ้นว่า มันไม่เหมือนกับแบบเดิมๆ นะ ที่ขอแค่ตั้งใจจะทำก็พอ ได้ทำแน่นอน แต่ที่นี่น่ะ ต้องรอ "ทุน" ก่อน
เป้าหมายของผมเทอมหน้าก็คือ 4.00 เช่นเดิม แต่คราวนี้ ยากกว่าเดิมแน่นอน แต่ผมจะพยายามครับ เป้าหมายสูงสุดของผมก็คือ 4.00 ตลอดการศึกษา ป.โท และก็มีผลงานตีพิมพ์ดีๆ ซักอัน ก็พอใจแล้ว...
จะว่าไปก็มีควันหลงเทอมนี้เหมือนกันนะครับ...ตัวนึงที่ผมเรียน คิดว่าน่าจะมีคนได้ A ถึง 80% เลยทีเดียว คนเรียนก็มีไม่กี่คนไม่ถึงสิบเลย แต่ได้ A กันเยอะมาก ทั้งๆ ที่วิชานี้ผมทำคะแนนห่างจากคนอื่นซ่ะกระจุย จนแทบจะคาดว่า น่าจะมีคนได้ A ต่อจากผมแค่คนเดียว สุดท้าย เล่นซ่ะ A เกือบหมด...น่าคิดจริงๆ ครับ
แต่ช่างเถอะ จะยังไงก็แล้วแต่ผมน่ะคิดว่า 4.00 ของผมมีคุณค่าเสมอ เพราะมันเป็น 4.00 ที่มาจากความตั้งใจจริง มาจากคะแนนที่สูงจริง (ท๊อป รองท๊อปเซคชั่น) และก็ผลงานดีจริง (ผมลงมือทำเองเกือบหมด) เอาะครับ เทอมหน้าผมก็จะสู้ต่อไป...
ลืมไปว่าต้นเดือนหน้านี้ผมก็ต้องสอบภาษาอังกฤษอีกนี่หว่า เกือบลืมไปเลย ก็ต้องฟิตด้วยครับ...
เป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะ แค่ "สู้ๆ นะ" ก็เพียงพอแล้วล่ะ อิอิ
^^Y
Saturday, October 13, 2007
ถ้าเกิดมาแล้ว...
ถ้าเกิดมาแล้ว...เราสามารถรักคนๆ เดียวไปตลอดชีวิต ก็คงจะดีไม่น้อยเลยว่าไหมครับ...
มองดูคนรอบๆ ข้างคนอื่นเค้าก็ Happy กับชีวิตคู่เค้าดี ผมเองก็ Happy ดีเหมือนกันครับ แต่ในบางมุมของผู้ชายบางทีมันก็เก็บกดเหมือนกันนะ อาจจะวอกแวกบ้างเป็นบางครั้ง อาจจะแค่อารมณ์ชั่ววูบหรือ ความอยาก รักสนุกแค่บางครั้งบางคราว แต่บางทีมันก็ทำไม่ได้ ไม่งั้นจะทำให้คนที่เรารักต้องเสียใจ...
คนที่เป็นโสดเลยโชคดีไปครับ จะรักสนุกสุดเหวี่ยงยังไงก็ได้ ผมล่ะแอบอิจฉาเล็กๆ ทำอะไรก็ไม่ผิด ในวัยแบบนี้ก็ต้องมีบ้างที่อยาก...แต่ก็ทำไม่ได้ ผู้หญิงบางคนสวยน่ารัก หุ่นดี ก็มีหวั่นไหวไปบ้างสินะ...พอไอ้จะรักใครจริงๆ ก็แห้วตลอด นี่แหละครับชีวิตผม...
เพื่อนผม (ไอ้แต้ม) เคยถามผมอยู่ 3 ข้อ...ว่า 3 อย่างนี้มรึงมีรึเปล่า?..
1.จีบสาวเก่ง?
2.ป๊อปในหมู่สาวๆ ไหม?
3.มีเสน่ห์ในตัวเองไหม หรือมีจุดเด่นอะไรๆ ให้สาวๆ สนใจไหม?
ข้อแรกไม่ต้องคิดเลยครับ ตั้งแต่เกิดมาเนี่ยชอบผู้หญิงนับคนได้ จีบผู้หญิงนับคนได้ แล้วก็แห้วตลอด เหอะๆ...เรียกว่า จีบเนี่ย ถ้าแข่งกับคนอื่นรับรองแห้วกระป๋องแน่นอน ข้อสองนี่บอกได้เลยว่าไม่เคยป๊อป เพราะไม่ใช่แนว ห่ะ ห่ะ แย่จัง...
ข้อสามนี่ก็ต้องมีแหละครับ ไม่ว่าผู้ชายคนไหนก็ต้องมี ขึ้นอยู่กับว่าอยู่ตรงไหน?...ผมเองก็มีของผม แต่มีแบบที่ว่า...ผู้หญิงโดยทั่วไป ไม่ค่อยปลื้มนี่สิ - -"
หากผมจะจีบผู้หญิงที่รู้จักกันแป๊ปๆ อยากสนุกไปวันๆ นี่ไม่เคยทำสำเร็จเลยครับ จริงๆ นะ บอกไม่ถูก ทั้งๆ ที่อยากทำ แต่ก็...ไม่รู้จะเริ่มไง จิตใจด้านความดี ความเลวมันตกันไปหมด ใจนึงก็อยากเลว ใจนึงก็อยากเป็นคนดี แต่ส่วนใหญ่ด้านดีชนะเสมอครับ ผมก็เลยไม่ได้ทำอะไรเลย สุดท้ายสาวๆ ก็ไม่ปลื้ม ว่าไป ป๊อปในหมู่สาวๆ มันก็น่าอิจฉาใช่ไหมล่ะ?
แต่พระเจ้าก็ไม่ทอดทิ้งผมหรอก ถึงแม้ว่าผมจะไม่ป๊อปกับสาวๆ ทั่วๆไป ไว้แก้เครียดแบบนั้น...แต่กลับทำให้ผมน่ะ ให้ความสำคัญกับความรักกับผู้หญิงดีๆ ที่เพียบพร้อมซักคนได้สบายๆ โดยไม่ต้องแบ่งใจให้คนอื่น...
ผมว่าผมโชคดีนะครับ...บางทีถ้าเป็นไปตามที่ผมคิดไว้ ผมอาจจะสมหวัง และมีความสุขมากๆ จริงๆ แบบว่าไม่ต้องการผู้หญิงคนไหนอีกแล้วก็เป็นได้..จริงๆ นะเออ (ถ้าทำได้ก็ดีนะ)...
พอคิดแบบนี้ก็โอเคขึ้นครับ กับสภาพความเป็นจริง ไม่ไปหลงไหลอะไรมากนัก (เพราะไม่มีปัญญา ห่ะ ห่ะ)แต่ก็คงเข้าใจผมใช่ไหมครับว่า บางทีมันก็แค่อยากสนุกบ้างตามประสาผู้ชาย...
ผมอยากจะทำตัวให้ไม่ต้องสนใจอะไร สนใจแต่อนาคตอย่างเดียว แต่มันก็มีสิ่งยั่วยุนี่นา...ใจแข็งแค่ไหน ก็ก็มีคดๆ ได้เหมือนกันเนอะ อย่างว่า...ผมก็แค่ผู้ชายธรรมดาคนนึง
วันนี้ร่ายยาวเลยครับ เครียดเล็กน้อย ถึงเขียนไปเรื่อยเปื่อย เขียนได้ยาวๆ ขนาดนี้...สงสาร gazebosky blog จัง ดั๊นมีเจ้าของเป็นคนเครียดแถม ขี้โม้อีก ห่ะ ห่ะ ...
^^Y...
มองดูคนรอบๆ ข้างคนอื่นเค้าก็ Happy กับชีวิตคู่เค้าดี ผมเองก็ Happy ดีเหมือนกันครับ แต่ในบางมุมของผู้ชายบางทีมันก็เก็บกดเหมือนกันนะ อาจจะวอกแวกบ้างเป็นบางครั้ง อาจจะแค่อารมณ์ชั่ววูบหรือ ความอยาก รักสนุกแค่บางครั้งบางคราว แต่บางทีมันก็ทำไม่ได้ ไม่งั้นจะทำให้คนที่เรารักต้องเสียใจ...
คนที่เป็นโสดเลยโชคดีไปครับ จะรักสนุกสุดเหวี่ยงยังไงก็ได้ ผมล่ะแอบอิจฉาเล็กๆ ทำอะไรก็ไม่ผิด ในวัยแบบนี้ก็ต้องมีบ้างที่อยาก...แต่ก็ทำไม่ได้ ผู้หญิงบางคนสวยน่ารัก หุ่นดี ก็มีหวั่นไหวไปบ้างสินะ...พอไอ้จะรักใครจริงๆ ก็แห้วตลอด นี่แหละครับชีวิตผม...
เพื่อนผม (ไอ้แต้ม) เคยถามผมอยู่ 3 ข้อ...ว่า 3 อย่างนี้มรึงมีรึเปล่า?..
1.จีบสาวเก่ง?
2.ป๊อปในหมู่สาวๆ ไหม?
3.มีเสน่ห์ในตัวเองไหม หรือมีจุดเด่นอะไรๆ ให้สาวๆ สนใจไหม?
ข้อแรกไม่ต้องคิดเลยครับ ตั้งแต่เกิดมาเนี่ยชอบผู้หญิงนับคนได้ จีบผู้หญิงนับคนได้ แล้วก็แห้วตลอด เหอะๆ...เรียกว่า จีบเนี่ย ถ้าแข่งกับคนอื่นรับรองแห้วกระป๋องแน่นอน ข้อสองนี่บอกได้เลยว่าไม่เคยป๊อป เพราะไม่ใช่แนว ห่ะ ห่ะ แย่จัง...
ข้อสามนี่ก็ต้องมีแหละครับ ไม่ว่าผู้ชายคนไหนก็ต้องมี ขึ้นอยู่กับว่าอยู่ตรงไหน?...ผมเองก็มีของผม แต่มีแบบที่ว่า...ผู้หญิงโดยทั่วไป ไม่ค่อยปลื้มนี่สิ - -"
หากผมจะจีบผู้หญิงที่รู้จักกันแป๊ปๆ อยากสนุกไปวันๆ นี่ไม่เคยทำสำเร็จเลยครับ จริงๆ นะ บอกไม่ถูก ทั้งๆ ที่อยากทำ แต่ก็...ไม่รู้จะเริ่มไง จิตใจด้านความดี ความเลวมันตกันไปหมด ใจนึงก็อยากเลว ใจนึงก็อยากเป็นคนดี แต่ส่วนใหญ่ด้านดีชนะเสมอครับ ผมก็เลยไม่ได้ทำอะไรเลย สุดท้ายสาวๆ ก็ไม่ปลื้ม ว่าไป ป๊อปในหมู่สาวๆ มันก็น่าอิจฉาใช่ไหมล่ะ?
แต่พระเจ้าก็ไม่ทอดทิ้งผมหรอก ถึงแม้ว่าผมจะไม่ป๊อปกับสาวๆ ทั่วๆไป ไว้แก้เครียดแบบนั้น...แต่กลับทำให้ผมน่ะ ให้ความสำคัญกับความรักกับผู้หญิงดีๆ ที่เพียบพร้อมซักคนได้สบายๆ โดยไม่ต้องแบ่งใจให้คนอื่น...
ผมว่าผมโชคดีนะครับ...บางทีถ้าเป็นไปตามที่ผมคิดไว้ ผมอาจจะสมหวัง และมีความสุขมากๆ จริงๆ แบบว่าไม่ต้องการผู้หญิงคนไหนอีกแล้วก็เป็นได้..จริงๆ นะเออ (ถ้าทำได้ก็ดีนะ)...
พอคิดแบบนี้ก็โอเคขึ้นครับ กับสภาพความเป็นจริง ไม่ไปหลงไหลอะไรมากนัก (เพราะไม่มีปัญญา ห่ะ ห่ะ)แต่ก็คงเข้าใจผมใช่ไหมครับว่า บางทีมันก็แค่อยากสนุกบ้างตามประสาผู้ชาย...
ผมอยากจะทำตัวให้ไม่ต้องสนใจอะไร สนใจแต่อนาคตอย่างเดียว แต่มันก็มีสิ่งยั่วยุนี่นา...ใจแข็งแค่ไหน ก็ก็มีคดๆ ได้เหมือนกันเนอะ อย่างว่า...ผมก็แค่ผู้ชายธรรมดาคนนึง
วันนี้ร่ายยาวเลยครับ เครียดเล็กน้อย ถึงเขียนไปเรื่อยเปื่อย เขียนได้ยาวๆ ขนาดนี้...สงสาร gazebosky blog จัง ดั๊นมีเจ้าของเป็นคนเครียดแถม ขี้โม้อีก ห่ะ ห่ะ ...
^^Y...
เสียใจด้วยว่ะ...ไก่
เมื่อคืน (12 ตุลา)ประมาณ 4 ทุ่มครึ่ง เพื่อนผม msn มาบอกว่า ตาของเพื่อนเสียแล้ว...
ผมก็เลยรีบโทรไปหามันเพื่อแสดงความเสียใจ เพราะผมก็ รู้จักครอบครัวเพื่อนเป็นอย่างดี ยังดีที่เพื่อนผมอีกคนนึงไปดูแลที่บ้านแทนเรียบร้อยแล้ว...เป็นไม่กี่ครั้งครับ ที่เพื่อนผมต้องเสียน้ำตา ผมคุยก็รู้ได้ทันทีเลยว่า มันน่ะเสียใจ เพราะว่า ตามันจากไปกระทันหันเกิน บางที...มันก็พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
เอาเถอะว่ะ...ที่สำคัญคือจัดการศพให้ดี รีบกลับมาดูแล แม่ ยาย และน้องๆ ขอให้ย้ายกลับบ้านได้ไวๆ ในฐานะเพื่อนกุจะเป็นกำลังใจให้มึง สู้ๆ ว่ะ ไก่ ^^Y
ผมก็เลยรีบโทรไปหามันเพื่อแสดงความเสียใจ เพราะผมก็ รู้จักครอบครัวเพื่อนเป็นอย่างดี ยังดีที่เพื่อนผมอีกคนนึงไปดูแลที่บ้านแทนเรียบร้อยแล้ว...เป็นไม่กี่ครั้งครับ ที่เพื่อนผมต้องเสียน้ำตา ผมคุยก็รู้ได้ทันทีเลยว่า มันน่ะเสียใจ เพราะว่า ตามันจากไปกระทันหันเกิน บางที...มันก็พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
เอาเถอะว่ะ...ที่สำคัญคือจัดการศพให้ดี รีบกลับมาดูแล แม่ ยาย และน้องๆ ขอให้ย้ายกลับบ้านได้ไวๆ ในฐานะเพื่อนกุจะเป็นกำลังใจให้มึง สู้ๆ ว่ะ ไก่ ^^Y
Monday, October 8, 2007
อยากจะเป็นเด็กไปนานๆ...
หมู่นี้ผมไม่ค่อยได้มาเขียนบล็อกเลยเนอะครับ ทั้งๆ ที่ปิดเทอมว่างๆ แท้เลยเชียว แต่พักหลังๆ รู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยมีแรงบันดาลใจในการเขียนแล้ว ประกอบกับหลังๆ จะเป็นแนวบ่น ระบายความรู้สึกซ่ะมากกว่า แต่บล็อกของผมเนี่ยมันก็มีไว้เพื่อสิ่งนี้อยู่แล้วนี่นะครับ...เรื่องความสุข ความทุกข์ และเรื่องราวชีวิตของผม เท่าที่จะเขียนลงไปได้
หลังๆ ผมชอบนั่งคิดอะไรไปเพลินๆ อยู่ดีๆ ก็คิดว่า เอ๊ะ!!! ถ้าเราเป็นเด็กนานๆ ก็คงจะดีสินะครับ เชื่อไหมว่าผมเนี่ยเป็นผู้ใหญ่มากกว่าอายุมากๆ เลยนะ เนื่องจากถูกเลี้ยงให้เป็นผู้ใหญ่ มีความรับผิดชอบสูงแบบพี่ชายคนโต แต่จริงๆ แล้วผมเนี่ยยังมีความคิดบางอย่างเป็นเด็กๆ อยู่เล้ย...
แต่ก่อนตื่น 7 โมงเช้าไปโรงเรียน พ่อต้องมาปลุกเป็นประจำ เด๊วนี้ ตื่นกี่โมงก็ได้ ตื่นมา(ช่วงนี้) ก็ไม่มีอะไรทำ ทั้งๆ ที่มีอะไรต้องทำอีกแยะ แต่ก็ขี้เกียจ...
แต่ก่อนหลับตอน 4 ทุ่ม เพราะพ่อไล่ให้ไปนอน แต่เด๊วนี้ ตี 2 ก็ยังไม่หลับเล้ย...
ตื่นมาอยู่บ้านมีข้าวให้ 3 มื้อโดยไม่ต้องทำอะไรเลย รอกินอย่างเดียว พออยู่คนเดียว เป็นโรคกระเพาะซ่ะงั้น...
ตอนเย็นได้ไปเล่นกีฬา เล่นบาส ซ้อมเทควันโด เหนื่อยแทบขาดใจ แต่พอแก่ตัวลง ตอนเย็นกลับกลายเป็นเวลาที่เลิกเรียน เลิกงาน เหนื่อยขอนอน รึนั่งจิบเบียร์เย็นๆ ดีกว่า...
ชีวิตวัยเด็กไม่ต้องคิดอะไรมากจริงๆ ครับ โตขึ้นต้องรับผิดชอบหลายๆ อย่าง ต้องฝืนใจทำเรื่องหลายๆ เรื่อง ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่อยากทำ ผมเองน่ะอยากมีชีวิตที่สงบสุข อยู่กับผู้หญิงอันเป็นที่รักซักคนนึงไปตลอด ชีวิต ตื่นเช้าก็ morning kiss เมีย อาบน้ำกินข้าวไปทำงาน กลับมาก็พักผ่อน พาเมียไปกินอะไรอร่อยๆ กลับมาดูละครน้ำเน่าช่วงหัวค่ำ วันหยุดก็พาเมียไปช้อปปิ้ง รึไปเที่ยว relax ตามที่เค้าอยากจะไป ได้เห็นเค้ามีความสุขผมก็มีความสุขล่ะ...
แต่ชีวิตมันจะง่ายขนาดนั้นเลยหรอครับ?...
ไหนจะค่าห้องพัก ค่าบ้านในอนาคต ค่ารถที่ต้องผ่อน ค่าน้ำ ค่าไฟ เรื่องราววุ่นวายในชีวิตการทำงาน ทะเลาะกับคนนู้นคนนี้ ฯลฯ...แม้แต่ตอนนี้นั่งหายใจอยู่เฉยๆ ยังเหนื่อยเลยครับ...
ที่พูดเนี่ยไม่ได้หมายความว่าผมน่ะ เบื่อหน่ายชีวิต หรือปรับตัวไม่ได้หรอกนะครับ แต่คุณเองก็เคยใช่ไหมล่ะ ที่บางมุมของชีวิต ก็อยากจะนอนดูดาวบนดาดฟ้า นับดาวไปเรื่อยๆ แล้วก็หลับไปอย่างมีความสุข ตื่นเช้ามาไม่ต้องคิดอะไร ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ขอซักวันเถอะ ที่จะมีความสุข เหมือนชีวิตมนุษย์เงินเดือนไงล่ะครับ วันเสาร์-อาทิตย์ คือวันที่มีความสุขที่สุด(สำหรับคนที่ไม่มีเวร เอ๊ย!! ไม่ได้อยู่เวร หรือเข้าเวรนะ)
เชื่อไหมว่าบางทีหากเราได้เขียน ได้พูด อะไรออกไปบ้างจะทำให้เราสบายใจมากขึ้นแยะเลยนะ...ลองทำบ้างสิครับ เขียนไดอารี่เรื่องอะไรก็ได้เกี่ยวกับตัวคุณ...พอวันนึงกลับมาอ่านแล้วก็อดจะอมยิ้มไม่ได้ว่า นี่ตอนนั้นเราประสาทแดกขนาดนี้เลยรึเนี่ย ห่ะ ห่ะ...^^Y
หลังๆ ผมชอบนั่งคิดอะไรไปเพลินๆ อยู่ดีๆ ก็คิดว่า เอ๊ะ!!! ถ้าเราเป็นเด็กนานๆ ก็คงจะดีสินะครับ เชื่อไหมว่าผมเนี่ยเป็นผู้ใหญ่มากกว่าอายุมากๆ เลยนะ เนื่องจากถูกเลี้ยงให้เป็นผู้ใหญ่ มีความรับผิดชอบสูงแบบพี่ชายคนโต แต่จริงๆ แล้วผมเนี่ยยังมีความคิดบางอย่างเป็นเด็กๆ อยู่เล้ย...
แต่ก่อนตื่น 7 โมงเช้าไปโรงเรียน พ่อต้องมาปลุกเป็นประจำ เด๊วนี้ ตื่นกี่โมงก็ได้ ตื่นมา(ช่วงนี้) ก็ไม่มีอะไรทำ ทั้งๆ ที่มีอะไรต้องทำอีกแยะ แต่ก็ขี้เกียจ...
แต่ก่อนหลับตอน 4 ทุ่ม เพราะพ่อไล่ให้ไปนอน แต่เด๊วนี้ ตี 2 ก็ยังไม่หลับเล้ย...
ตื่นมาอยู่บ้านมีข้าวให้ 3 มื้อโดยไม่ต้องทำอะไรเลย รอกินอย่างเดียว พออยู่คนเดียว เป็นโรคกระเพาะซ่ะงั้น...
ตอนเย็นได้ไปเล่นกีฬา เล่นบาส ซ้อมเทควันโด เหนื่อยแทบขาดใจ แต่พอแก่ตัวลง ตอนเย็นกลับกลายเป็นเวลาที่เลิกเรียน เลิกงาน เหนื่อยขอนอน รึนั่งจิบเบียร์เย็นๆ ดีกว่า...
ชีวิตวัยเด็กไม่ต้องคิดอะไรมากจริงๆ ครับ โตขึ้นต้องรับผิดชอบหลายๆ อย่าง ต้องฝืนใจทำเรื่องหลายๆ เรื่อง ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่อยากทำ ผมเองน่ะอยากมีชีวิตที่สงบสุข อยู่กับผู้หญิงอันเป็นที่รักซักคนนึงไปตลอด ชีวิต ตื่นเช้าก็ morning kiss เมีย อาบน้ำกินข้าวไปทำงาน กลับมาก็พักผ่อน พาเมียไปกินอะไรอร่อยๆ กลับมาดูละครน้ำเน่าช่วงหัวค่ำ วันหยุดก็พาเมียไปช้อปปิ้ง รึไปเที่ยว relax ตามที่เค้าอยากจะไป ได้เห็นเค้ามีความสุขผมก็มีความสุขล่ะ...
แต่ชีวิตมันจะง่ายขนาดนั้นเลยหรอครับ?...
ไหนจะค่าห้องพัก ค่าบ้านในอนาคต ค่ารถที่ต้องผ่อน ค่าน้ำ ค่าไฟ เรื่องราววุ่นวายในชีวิตการทำงาน ทะเลาะกับคนนู้นคนนี้ ฯลฯ...แม้แต่ตอนนี้นั่งหายใจอยู่เฉยๆ ยังเหนื่อยเลยครับ...
ที่พูดเนี่ยไม่ได้หมายความว่าผมน่ะ เบื่อหน่ายชีวิต หรือปรับตัวไม่ได้หรอกนะครับ แต่คุณเองก็เคยใช่ไหมล่ะ ที่บางมุมของชีวิต ก็อยากจะนอนดูดาวบนดาดฟ้า นับดาวไปเรื่อยๆ แล้วก็หลับไปอย่างมีความสุข ตื่นเช้ามาไม่ต้องคิดอะไร ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ขอซักวันเถอะ ที่จะมีความสุข เหมือนชีวิตมนุษย์เงินเดือนไงล่ะครับ วันเสาร์-อาทิตย์ คือวันที่มีความสุขที่สุด(สำหรับคนที่ไม่มีเวร เอ๊ย!! ไม่ได้อยู่เวร หรือเข้าเวรนะ)
เชื่อไหมว่าบางทีหากเราได้เขียน ได้พูด อะไรออกไปบ้างจะทำให้เราสบายใจมากขึ้นแยะเลยนะ...ลองทำบ้างสิครับ เขียนไดอารี่เรื่องอะไรก็ได้เกี่ยวกับตัวคุณ...พอวันนึงกลับมาอ่านแล้วก็อดจะอมยิ้มไม่ได้ว่า นี่ตอนนั้นเราประสาทแดกขนาดนี้เลยรึเนี่ย ห่ะ ห่ะ...^^Y
Tuesday, October 2, 2007
สอบเสร็จซักทีนึง...
เริ่มต้นมาเดือนตุลา วันที่ 2 แล้วตอนนี้ผมก็สอบเสร็จครบสามตัว ผ่านพ้นเทอมที่ 1 ไปเรียบร้อยแล้วครับ ผลจากการเรียน และสอบผ่านไป 3 ตัวนี่พอจะบอกได้ว่า เทอมนี้ผมน่าจะทำได้ตามเป้าที่วางไว้...
ตัวแรก...อันนี้ท๊อปมาตลอดคะแนนทิ้งห่างคนอื่น น่าจะได้ A อย่างไม่มีปัญหา แต่คนเรียนน้อย ก็วัดกันไม่ได้เท่าไหร่ วิชานี้ผมได้คะแนนเยอะเพราะขยันจริงๆ อ่านงานวิจัยเยอะ ทำให้เข้าใจอะไรหลายๆ อย่างมากขึ้นแยะ...
ตัวที่สอง...วิชานี้เรียนกับอาจารย์หลายท่าน ซึ่งแบบนี้ผมไม่ถนัดเลยจริงๆ เพราะผมเก่งบางเรื่อง บางเรื่องธรรมดาๆ แต่ก็ยังรักษาระดับรองท๊อปทุกส่วนได้ ก็ถือว่าโอเคสำหรับผม และก็น่าจะได้ A เช่นเดียวกัน...
ตัวสุดท้าย อันนี้ง่ายกว่าตัวอื่นๆ คะแนนดีพอใช้ แต่ข้อสอบไฟนอลทำให้ผมแทบอ้วกว่า อาจารย์ออกมาได้ไงเนี่ย ทำไม่ค่อยได้ตามที่คาด แต่คิดว่า น่าจะได้ A อยู่นะเพราะมิดเทอมผมทำไว้เยอะ...
สรุปว่าเกรดออกประมาณกลางเดือนตุลานี้ ผมน่าจะได้ 4.00 แบบไม่น่าพลาด...
ผมเองวางเป้าเดือนต่อไปแล้วครับ คือต้อง 4.00 เหมือนเดิม แต่คราวนี้ไม่ใช่อย่างนี้แน่นอน ถ้าผมให้เทอมนี้ผมต้องลงแรงมากกว่าเรียน ป.ตรีปีสุดท้ายประมาณ 130-140% แต่สำหรับเทอมสองผมต้องขยันมากขึ้นถึง 200% เลยทีเดียว โหดมาก แต่ผมน่ะวางแผนรับมือไว้ก่อนแล้ว...
พูดถึงอนาคตแล้วมันละเหี่ยใจครับ ทุกๆ อย่างกลายเป็นว่าผมต้องขวนขวายเองหมดอีกแล้ว หาทุนเรียนเอกเองอีก แต่ผมจะตัดเรื่องนี้ไปก่อนล่ะ ตอนนี้ผมต้องอดทน และก้มหน้า ก้มตาทำปัจจุบันให้ดีก่อนแล้ว เพราะผมคงจะมองข้ามเรื่องตอนนี้ไม่ไหวล่ะ...ต้องทำตอนนี้ให้ดีก่อน เอาเป็นว่า หากดวงดี ผลงานดี ก็คงจะได้ทุนเรียนเอกมั้ง...
นี่ถ้าผมได้กำลังใจดีๆ ก็คงจะดีนะครับ คงสู้ตายเลย แต่ตอนนี้...ต้องช่วยตัวเอง เพื่อตัวเองก่อนล่ะ เอาเป็นว่า สู้ๆ แล้วกันเนอะ..เฮ้อ - -"Y
ตัวแรก...อันนี้ท๊อปมาตลอดคะแนนทิ้งห่างคนอื่น น่าจะได้ A อย่างไม่มีปัญหา แต่คนเรียนน้อย ก็วัดกันไม่ได้เท่าไหร่ วิชานี้ผมได้คะแนนเยอะเพราะขยันจริงๆ อ่านงานวิจัยเยอะ ทำให้เข้าใจอะไรหลายๆ อย่างมากขึ้นแยะ...
ตัวที่สอง...วิชานี้เรียนกับอาจารย์หลายท่าน ซึ่งแบบนี้ผมไม่ถนัดเลยจริงๆ เพราะผมเก่งบางเรื่อง บางเรื่องธรรมดาๆ แต่ก็ยังรักษาระดับรองท๊อปทุกส่วนได้ ก็ถือว่าโอเคสำหรับผม และก็น่าจะได้ A เช่นเดียวกัน...
ตัวสุดท้าย อันนี้ง่ายกว่าตัวอื่นๆ คะแนนดีพอใช้ แต่ข้อสอบไฟนอลทำให้ผมแทบอ้วกว่า อาจารย์ออกมาได้ไงเนี่ย ทำไม่ค่อยได้ตามที่คาด แต่คิดว่า น่าจะได้ A อยู่นะเพราะมิดเทอมผมทำไว้เยอะ...
สรุปว่าเกรดออกประมาณกลางเดือนตุลานี้ ผมน่าจะได้ 4.00 แบบไม่น่าพลาด...
ผมเองวางเป้าเดือนต่อไปแล้วครับ คือต้อง 4.00 เหมือนเดิม แต่คราวนี้ไม่ใช่อย่างนี้แน่นอน ถ้าผมให้เทอมนี้ผมต้องลงแรงมากกว่าเรียน ป.ตรีปีสุดท้ายประมาณ 130-140% แต่สำหรับเทอมสองผมต้องขยันมากขึ้นถึง 200% เลยทีเดียว โหดมาก แต่ผมน่ะวางแผนรับมือไว้ก่อนแล้ว...
พูดถึงอนาคตแล้วมันละเหี่ยใจครับ ทุกๆ อย่างกลายเป็นว่าผมต้องขวนขวายเองหมดอีกแล้ว หาทุนเรียนเอกเองอีก แต่ผมจะตัดเรื่องนี้ไปก่อนล่ะ ตอนนี้ผมต้องอดทน และก้มหน้า ก้มตาทำปัจจุบันให้ดีก่อนแล้ว เพราะผมคงจะมองข้ามเรื่องตอนนี้ไม่ไหวล่ะ...ต้องทำตอนนี้ให้ดีก่อน เอาเป็นว่า หากดวงดี ผลงานดี ก็คงจะได้ทุนเรียนเอกมั้ง...
นี่ถ้าผมได้กำลังใจดีๆ ก็คงจะดีนะครับ คงสู้ตายเลย แต่ตอนนี้...ต้องช่วยตัวเอง เพื่อตัวเองก่อนล่ะ เอาเป็นว่า สู้ๆ แล้วกันเนอะ..เฮ้อ - -"Y
Tuesday, September 11, 2007
เป็นเกย์แล้วสามารถกลับเป็นผู้ชายแท้ๆ ได้ไหม?
วันนี้ผมเข้าไปอ่านข่าว ดูกระทู้ตามปกติ พอดีเจอหัวข้อกระทู้ที่น่าสนใจเรื่องนึง ที่ว่า "เกย์สามารถกลับใจเป็นผู้ชายแท้ๆ ได้มั้ย?"...คิดว่ายังไงกันครับ?
คนตอบกระทู้ส่วนใหญ่ เรียกว่าหมดเลยก็ได้นะ บอกว่ามันเป็นไปไม่ได้หร๊อกกกก...ผมเองก็เชื่อยังงั้นว่า เป็นเกย์ไปแล้วไม่แคล้วต้องเป็นตลอดไป เอิ๊กๆ...ผมว่านี่มันเป็นปัญหาของผู้หญิงหลายคนเหมือนกันนะ คบกับผู้ชายที่แมนๆ ที่คิดว่านิสัยดิ๊ดีสักคนนึง นอกจากต้องระแวงว่าจะมีผู้หญิงอื่นมาให้ท่า แอบไปมีกิ๊ก เผลอๆ ต้องมาระวังผู้ชายอีก วันนึงอาจจะต้องบอกว่า "กรี๊ดดด...แฟนหนูโดนผู้ชายอื่นแย่งไปแล้ว" ก็เป็นได้ เอิ๊กๆ
ผมมีเพื่อนเป็นเกย์คนนึง (ต้องบอกว่าเป็นเกย์สินะ เพราะมันแต่งชาย แต่แต๋วแตก)มันบอกว่า ข้างหน้าเนี่ยมันงั้นๆ สู้ข้างหลังไม่ได้ มันกว่าเยอะ แถมจะเล่ารายละเอียดให้ฟังด้วย ผมบอกไม่ต้องล่ะครับพี่ เกรงใจ เด๊วจะอ้วกแตกไปซ่ะก่อน...ง่า
สรุปว่า เกย์ก็ย่อมเป็นเกย์ วันยังค่ำนะคร๊าบ จะให้เค้าชอบข้างหน้าเหมือนข้างหลังก็คงไม่ได้เนอะ ^^ สุดท้ายมีกลอนมาฝาก เห็นว่ามันฮา ดี...อิอิ
แม้แต่ โจรร้าย ทั้งหลายแหล่
เวลาแก่ ก็ยัง หันหลังกลับ
แต่พวกเกย์ ไปแล้ว ไปลับ
ไม่ยอมกลับ ทั้งตัว และหัวใจ
แม้นว่าเกย์ ได้หน้า กันมาแล้ว
แต่ไม่แคล้ว กลับไป ได้ข้างหลัง
เพื่อนหญิงเอย ขอให้ จงระวัง
ถึงเสียหลัง มิอาจรั้ง หัวใจเกย์
o_O!!!
เครดิตคุณ m;o เวป mThai ครับ ^^Y
คนตอบกระทู้ส่วนใหญ่ เรียกว่าหมดเลยก็ได้นะ บอกว่ามันเป็นไปไม่ได้หร๊อกกกก...ผมเองก็เชื่อยังงั้นว่า เป็นเกย์ไปแล้วไม่แคล้วต้องเป็นตลอดไป เอิ๊กๆ...ผมว่านี่มันเป็นปัญหาของผู้หญิงหลายคนเหมือนกันนะ คบกับผู้ชายที่แมนๆ ที่คิดว่านิสัยดิ๊ดีสักคนนึง นอกจากต้องระแวงว่าจะมีผู้หญิงอื่นมาให้ท่า แอบไปมีกิ๊ก เผลอๆ ต้องมาระวังผู้ชายอีก วันนึงอาจจะต้องบอกว่า "กรี๊ดดด...แฟนหนูโดนผู้ชายอื่นแย่งไปแล้ว" ก็เป็นได้ เอิ๊กๆ
ผมมีเพื่อนเป็นเกย์คนนึง (ต้องบอกว่าเป็นเกย์สินะ เพราะมันแต่งชาย แต่แต๋วแตก)มันบอกว่า ข้างหน้าเนี่ยมันงั้นๆ สู้ข้างหลังไม่ได้ มันกว่าเยอะ แถมจะเล่ารายละเอียดให้ฟังด้วย ผมบอกไม่ต้องล่ะครับพี่ เกรงใจ เด๊วจะอ้วกแตกไปซ่ะก่อน...ง่า
สรุปว่า เกย์ก็ย่อมเป็นเกย์ วันยังค่ำนะคร๊าบ จะให้เค้าชอบข้างหน้าเหมือนข้างหลังก็คงไม่ได้เนอะ ^^ สุดท้ายมีกลอนมาฝาก เห็นว่ามันฮา ดี...อิอิ
แม้แต่ โจรร้าย ทั้งหลายแหล่
เวลาแก่ ก็ยัง หันหลังกลับ
แต่พวกเกย์ ไปแล้ว ไปลับ
ไม่ยอมกลับ ทั้งตัว และหัวใจ
แม้นว่าเกย์ ได้หน้า กันมาแล้ว
แต่ไม่แคล้ว กลับไป ได้ข้างหลัง
เพื่อนหญิงเอย ขอให้ จงระวัง
ถึงเสียหลัง มิอาจรั้ง หัวใจเกย์
o_O!!!
เครดิตคุณ m;o เวป mThai ครับ ^^Y
Friday, September 7, 2007
กรุ๊ปเลือดบอกนิสัย?...
ช่วงนี้มีเวลาก็ขอพักผ่อนบ้างก็ดีครับ เข้ามาเล่นเน็ตฟังเพลง ก่อนที่จะตั้งใจทำงานจริงๆ เมื่อวานผมนั่ง copy and paste งานทั้งวัน ปวดตา ง่วงนอนมากๆ แต่ก็อยากเล่นเกมก่อนนอนก็เลยเล่น winning ยิงประตูไปจนอิ่ม ฝันดีเลย...งานเอาไว้ก่อนเนอะ แต่ตอนนี้เริ่มง่วงอีกล่ะ กำจริงๆ...ผมนี่ต้องนอนเยอะๆ หัวถึงจะแล่นนะ เฮ้อ
ปกติผมก็ชอบดูอะไรที่ทายนิสัย ชอบดูว่ามันจะตรงไหม อย่างวันนี้ผมไปดูเรื่อง "กรุ๊ปเลือดบอกนิสัย" ก็เลยเอามาคิดๆ ดูว่านี่ตรงกับนิสัยผมเองไหม? ปล.ผมเลือดกรุ๊ป A นะ
กรุ๊ปเลือด A : นิสัยพื้นฐานของคนกรุ๊ปเลือด A คนกรุ๊ป A เป็นคนที่ค่อนข้างจะรอบคอบสุขุมและไว้ตัวนิดๆแต่ไม่ถึงกับหยิ่ง เขาค่อนข้างจะโดดเด่นหรือเป็นหนึ่งอยู่เสมอจนบางครั้งดูเป็นคนที่จริงจังเกินไป พวกเขาจะทำอะไรมักวางแผนการหรือล็อกโปรแกรมเอาไว้ล่วงหน้าเสมอ ไม่ชอบจับแพะชนแกะถึงจะแก้เฉพาะหน้าได้เก่งพอตัวก็เถอะ
จริงๆ ก็ตรงมากเหมือนกันนะครับ ผมภายนอกดูสุขุมก็จริง แต่หากเร่งรีบทำอะไรล่ะก็ ถึงมันจะไวได้ใจ แต่ก็จะผิดพลาดง่ายๆ เสมอ เรียกว่าผมเนี่ยต้องค่อยๆ ทำ ค่อยๆ คิดวางแผนก่อนจะทำอะไรเสมอๆ เลยล่ะ อีกอย่างผมเป็นคนที่จริงจังมาก หากตั้งใจก็จะตั้งใจจริงๆ สังเกตว่านี่เป็นโรคกระเพาะไปเรียบร้อย เพราะเครียดกับอนาคตที่กดดันผมจริงๆ เรื่องวางแผนไว้ล่วงหน้าเนี่ย ผมชอบถูกว่าเสมอๆ ว่าคิดอะไรไกลเกินไป อย่างที่บอกก็คือ ผมน่ะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้สบายๆ แต่แค่ไม่ชอบการเร่งรัดที่จะแก้ปัญหาที่จะตามมา เลยชอบคิดแก้กันไว้ก่อน คนอื่นเลยมองผมแบบนั้น จริงๆ แล้วผมน่ะทำตามที่คิดไว้ได้เกือบ 100% เลยล่ะ (โม้จริง - -")
หนุ่มกรุ๊ป A : ข้อดีของเขา เขาเป็นคนไม่ดื้อรั้น แม้จะเชื่อมั่นในตัวเองก็ยังยอมรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะจาก ผู้คนรอบข้างเอามาไว้ปรับปรุงตัวเอง ถ้าคิดจะทำอะไรเล่นๆกับเขาละก็คิดผิดถนัดเลยทีเดียว เขาเป็นคนเข้าใจอะไรที่ยากๆได้ง่าย ถึงคุณจะนินทาว่าร้ายเขา เขาก็ไม่สนใจ ไม่โกรธ เป็นสุภาพบุรุษ ต่อให้ไม่ชอบใจยังไงก็ไม่ยอมแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาให้เห็น จะคิดให้ดีก่อนพูดก่อนทำจะพึ่งพาอะไรเขาก็ทำให้ น่ารักไหมล่ะหนุ่มเลือดกรุ๊ปนี้ ข้อเสียที่คุณควรรู้เขาเป็นคนลังเลใจมากเกินไป โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับตัวคุณ เขาก็ยังบอกไม่ได้ชัดเจนว่ารู้สึกยังไง ชอบคิดแต่ในทางร้ายๆ เป็นคนไม่ร่าเริง ที่ร้ายหัวดื้อขนาดไม่ยอมคด ไม่ยอมงอทีเดียว ส่วนเรื่องของความรัก คนกรุ๊ปเลือดนี้ก็จะไม่หลงรักใครส่งเดชเหมือนกัน ต้องพิจารณาดูความเหมาะสม และยังวางฟอร์มอีกต่างหาก บางทีคุณอาจจะต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นจีบเขาก่อนก็ได้นะ วิธีชนะใจเขาคือ แสดงความจริงใจและจริงจังเชื่อมั่น รวมทั้งลูกตื๊อที่มีสิทธิ์ทำให้เขาใจอ่อนได้ แต่ต้องพยายามหน่อย...
อันนี้ก็ตรงอีกแล้วสินะ อย่างที่ว่ามาหมดเลยน่ะแหละครับ ชอบจะปรับปรุงและพัฒนาตนเอง เป็นพวกไม่รักใครส่งเดช แต่ถ้าชอบ ถ้ารักจริงๆ ล่ะก็ ทุ่มเทสุดๆ เหมือนกัน หัวรั้น เอาแต่ใจตัวเอง จริงจัง แล้วก็เชื่อมั่นมากๆ เพียงแต่บางทีอาจโลเล ไม่มั่นใจ ในเรื่องที่ยังมาไม่ถึง เกินไป เรียกง่ายๆ ว่าจริงจังเกินไป จนยอมรับความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิต ไม่ค่อยได้ มีผลกระทบตลอด...
ก็หมดไปแล้วนะครับ ตรงเกือบหมดเลยเหมือนกัน ตอนนี้ก็ใกล้จะเที่ยงล่ะ คงต้องขอตัวไปกินข้าวก่อน เพราะตอนนี้โรคกระเพาะผมมันกำเริบ เนื่องจากไม่ยอมกินยาอีกแล้ว...^^Y
ปล. อันนี้เป็นกรุ๊ปอื่นๆ ครับ ลองไปดูกันได้ว่าจะตรงกับตัวเองไหมนะครับ --->http://blog.hunsa.com/antred/blog/17834
ปกติผมก็ชอบดูอะไรที่ทายนิสัย ชอบดูว่ามันจะตรงไหม อย่างวันนี้ผมไปดูเรื่อง "กรุ๊ปเลือดบอกนิสัย" ก็เลยเอามาคิดๆ ดูว่านี่ตรงกับนิสัยผมเองไหม? ปล.ผมเลือดกรุ๊ป A นะ
กรุ๊ปเลือด A : นิสัยพื้นฐานของคนกรุ๊ปเลือด A คนกรุ๊ป A เป็นคนที่ค่อนข้างจะรอบคอบสุขุมและไว้ตัวนิดๆแต่ไม่ถึงกับหยิ่ง เขาค่อนข้างจะโดดเด่นหรือเป็นหนึ่งอยู่เสมอจนบางครั้งดูเป็นคนที่จริงจังเกินไป พวกเขาจะทำอะไรมักวางแผนการหรือล็อกโปรแกรมเอาไว้ล่วงหน้าเสมอ ไม่ชอบจับแพะชนแกะถึงจะแก้เฉพาะหน้าได้เก่งพอตัวก็เถอะ
จริงๆ ก็ตรงมากเหมือนกันนะครับ ผมภายนอกดูสุขุมก็จริง แต่หากเร่งรีบทำอะไรล่ะก็ ถึงมันจะไวได้ใจ แต่ก็จะผิดพลาดง่ายๆ เสมอ เรียกว่าผมเนี่ยต้องค่อยๆ ทำ ค่อยๆ คิดวางแผนก่อนจะทำอะไรเสมอๆ เลยล่ะ อีกอย่างผมเป็นคนที่จริงจังมาก หากตั้งใจก็จะตั้งใจจริงๆ สังเกตว่านี่เป็นโรคกระเพาะไปเรียบร้อย เพราะเครียดกับอนาคตที่กดดันผมจริงๆ เรื่องวางแผนไว้ล่วงหน้าเนี่ย ผมชอบถูกว่าเสมอๆ ว่าคิดอะไรไกลเกินไป อย่างที่บอกก็คือ ผมน่ะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้สบายๆ แต่แค่ไม่ชอบการเร่งรัดที่จะแก้ปัญหาที่จะตามมา เลยชอบคิดแก้กันไว้ก่อน คนอื่นเลยมองผมแบบนั้น จริงๆ แล้วผมน่ะทำตามที่คิดไว้ได้เกือบ 100% เลยล่ะ (โม้จริง - -")
หนุ่มกรุ๊ป A : ข้อดีของเขา เขาเป็นคนไม่ดื้อรั้น แม้จะเชื่อมั่นในตัวเองก็ยังยอมรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะจาก ผู้คนรอบข้างเอามาไว้ปรับปรุงตัวเอง ถ้าคิดจะทำอะไรเล่นๆกับเขาละก็คิดผิดถนัดเลยทีเดียว เขาเป็นคนเข้าใจอะไรที่ยากๆได้ง่าย ถึงคุณจะนินทาว่าร้ายเขา เขาก็ไม่สนใจ ไม่โกรธ เป็นสุภาพบุรุษ ต่อให้ไม่ชอบใจยังไงก็ไม่ยอมแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาให้เห็น จะคิดให้ดีก่อนพูดก่อนทำจะพึ่งพาอะไรเขาก็ทำให้ น่ารักไหมล่ะหนุ่มเลือดกรุ๊ปนี้ ข้อเสียที่คุณควรรู้เขาเป็นคนลังเลใจมากเกินไป โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับตัวคุณ เขาก็ยังบอกไม่ได้ชัดเจนว่ารู้สึกยังไง ชอบคิดแต่ในทางร้ายๆ เป็นคนไม่ร่าเริง ที่ร้ายหัวดื้อขนาดไม่ยอมคด ไม่ยอมงอทีเดียว ส่วนเรื่องของความรัก คนกรุ๊ปเลือดนี้ก็จะไม่หลงรักใครส่งเดชเหมือนกัน ต้องพิจารณาดูความเหมาะสม และยังวางฟอร์มอีกต่างหาก บางทีคุณอาจจะต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นจีบเขาก่อนก็ได้นะ วิธีชนะใจเขาคือ แสดงความจริงใจและจริงจังเชื่อมั่น รวมทั้งลูกตื๊อที่มีสิทธิ์ทำให้เขาใจอ่อนได้ แต่ต้องพยายามหน่อย...
อันนี้ก็ตรงอีกแล้วสินะ อย่างที่ว่ามาหมดเลยน่ะแหละครับ ชอบจะปรับปรุงและพัฒนาตนเอง เป็นพวกไม่รักใครส่งเดช แต่ถ้าชอบ ถ้ารักจริงๆ ล่ะก็ ทุ่มเทสุดๆ เหมือนกัน หัวรั้น เอาแต่ใจตัวเอง จริงจัง แล้วก็เชื่อมั่นมากๆ เพียงแต่บางทีอาจโลเล ไม่มั่นใจ ในเรื่องที่ยังมาไม่ถึง เกินไป เรียกง่ายๆ ว่าจริงจังเกินไป จนยอมรับความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิต ไม่ค่อยได้ มีผลกระทบตลอด...
ก็หมดไปแล้วนะครับ ตรงเกือบหมดเลยเหมือนกัน ตอนนี้ก็ใกล้จะเที่ยงล่ะ คงต้องขอตัวไปกินข้าวก่อน เพราะตอนนี้โรคกระเพาะผมมันกำเริบ เนื่องจากไม่ยอมกินยาอีกแล้ว...^^Y
ปล. อันนี้เป็นกรุ๊ปอื่นๆ ครับ ลองไปดูกันได้ว่าจะตรงกับตัวเองไหมนะครับ --->http://blog.hunsa.com/antred/blog/17834
Thursday, September 6, 2007
งานใหญ่ของสัปดาห์นี้!!!
อย่างที่ผมเคยบอกไปแล้วว่าเดือนนี้งานมันหนักหนาสาหัสเหลือเกิน สำหรับผมเองงานก็เยอะแยะไม่แพ้คนอื่นๆ เหมือนกัน ก็คงต้องกำหนดงานที่สำคัญๆ ที่จำเป็นต้องเร่งทำ และต้องทำให้ดีก่อนล่ะ ยังงี้คงมีเวลาไปดริ้งค์น้อยลงเหมือนกันนะเนี่ย...
งานที่ว่าก็คือเรื่อง project presentation คิดเป็นคะแนนได้ถึง 20% จากคะแนนเต็มร้อยเลยล่ะ เป็นคะแนนเขียนรายงานบวกกับคะแนนพรีเซนต์ที่เป็นภาษาอังกฤษด้วย o_O!! เป็นงานที่ต้องไปหางานวิจัยที่สนใจมามากกว่า 10 paper ขึ้นไป แล้วให้มาเขียนเป็นงานของตัวเองโดยอ้างอิงงานของคนอื่นเค้า มันไม่หมูเลยน่ะ เพราะงานวิจัยก็เป็นภาษาอังกฤษ งานนี้เลยขึ้นกับว่าเรื่องที่จะเขียนมาน่ะ ใครถนัดเรื่องอะไรมาก่อน?
ตอนแรกผมได้หัวข้อมาเรื่องนึง ที่ง่ายสำหรับผมพอสมควร ก็เลยเริ่มเขียนไปได้หลายหน้า ทำได้หลายวันแล้ว แต่พอทำไปทำมามันเกิดปัญหาขึ้นในใจ?...ง่ายเกินไปไหม? ไม่ค่อยตรงวัตถุประสงค์ของรายวิชามากนัก ไม่น่าสนใจ? รวมทั้งมันมีจุดบอดเต็มไปหมด การจะเขียนให้มันดียาก ถึงทำได้ก็ต้องอาศัยงานวิจัยมากกว่า 30 เรื่อง ถึงจะออกมาดี ซึ่งผมไม่มีเวลาพอ...
ก็เลยต้องไปหาหัวข้ออื่น ที่จะลดวงให้แคบลงมากขึ้น ใช้งานวิจัยน้อยลงมาอ้างอิง ดูแล้วน่าสนใจ ตอนนี้ก็ได้ล่ะ แต่มันกลับกลายเป็นหัวข้อที่ยาก เพราะเป็นความรู้ใหม่ ที่ต่างคนจะต้องไปศึกษาเองส่วนตัว...พูดง่ายๆ ก็คือ ใครอยากเก่งอะไร อยากรู้อะไร จะมาหวังจากห้องเรียนไม่ได้ ต้องศึกษาเองเยอะๆ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมสนใจ ก็เลยคิดว่าทำมันน่าจะดีนะ?
แต่ผมมีเวลาอีกประมาณอาทิตย์กว่าๆ นี่ยังไม่รวมที่จะต้องทำสไลด์พรีเซ็นท์ รวมทั้งเตรียมตอบคำถามอีกนะ สรุป ต้องทำให้เสร็จภายในอาทิตย์เดียว ถ้าเป็นไปได้นะ...ผมก็เลยต้องวางแผนดีๆ ก่อนทำ กะจะเอามารวมกันให้มันหมดเลย งานวิจัยน่ะ แล้วค่อยย่อยๆๆ มันไปเรื่อยๆ แล้วมาเรียบเรียง จัดภาษาเอาใหม่ ก็น่าจะทัน หากเสียเวลาไปอ่านก่อน กว่าจะทำความเข้าใจกว่าจะเขียนอีกไม่ทันแหงมๆ...
งานอื่นๆ ยังมีรออีกบานเลยครับ...แต่ของานนี้ก่อนแล้วกัน งานอื่นๆ ผมยังขอให้สมาชิกในกลุ่มช่วยได้ แต่นี่มันงานเดี่ยวนี่นะ จะขอเห็นแก่ตัวเล็กๆ คงไม่มีใครว่าหรอกเนอะ...อิอิ ^^Y
งานที่ว่าก็คือเรื่อง project presentation คิดเป็นคะแนนได้ถึง 20% จากคะแนนเต็มร้อยเลยล่ะ เป็นคะแนนเขียนรายงานบวกกับคะแนนพรีเซนต์ที่เป็นภาษาอังกฤษด้วย o_O!! เป็นงานที่ต้องไปหางานวิจัยที่สนใจมามากกว่า 10 paper ขึ้นไป แล้วให้มาเขียนเป็นงานของตัวเองโดยอ้างอิงงานของคนอื่นเค้า มันไม่หมูเลยน่ะ เพราะงานวิจัยก็เป็นภาษาอังกฤษ งานนี้เลยขึ้นกับว่าเรื่องที่จะเขียนมาน่ะ ใครถนัดเรื่องอะไรมาก่อน?
ตอนแรกผมได้หัวข้อมาเรื่องนึง ที่ง่ายสำหรับผมพอสมควร ก็เลยเริ่มเขียนไปได้หลายหน้า ทำได้หลายวันแล้ว แต่พอทำไปทำมามันเกิดปัญหาขึ้นในใจ?...ง่ายเกินไปไหม? ไม่ค่อยตรงวัตถุประสงค์ของรายวิชามากนัก ไม่น่าสนใจ? รวมทั้งมันมีจุดบอดเต็มไปหมด การจะเขียนให้มันดียาก ถึงทำได้ก็ต้องอาศัยงานวิจัยมากกว่า 30 เรื่อง ถึงจะออกมาดี ซึ่งผมไม่มีเวลาพอ...
ก็เลยต้องไปหาหัวข้ออื่น ที่จะลดวงให้แคบลงมากขึ้น ใช้งานวิจัยน้อยลงมาอ้างอิง ดูแล้วน่าสนใจ ตอนนี้ก็ได้ล่ะ แต่มันกลับกลายเป็นหัวข้อที่ยาก เพราะเป็นความรู้ใหม่ ที่ต่างคนจะต้องไปศึกษาเองส่วนตัว...พูดง่ายๆ ก็คือ ใครอยากเก่งอะไร อยากรู้อะไร จะมาหวังจากห้องเรียนไม่ได้ ต้องศึกษาเองเยอะๆ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมสนใจ ก็เลยคิดว่าทำมันน่าจะดีนะ?
แต่ผมมีเวลาอีกประมาณอาทิตย์กว่าๆ นี่ยังไม่รวมที่จะต้องทำสไลด์พรีเซ็นท์ รวมทั้งเตรียมตอบคำถามอีกนะ สรุป ต้องทำให้เสร็จภายในอาทิตย์เดียว ถ้าเป็นไปได้นะ...ผมก็เลยต้องวางแผนดีๆ ก่อนทำ กะจะเอามารวมกันให้มันหมดเลย งานวิจัยน่ะ แล้วค่อยย่อยๆๆ มันไปเรื่อยๆ แล้วมาเรียบเรียง จัดภาษาเอาใหม่ ก็น่าจะทัน หากเสียเวลาไปอ่านก่อน กว่าจะทำความเข้าใจกว่าจะเขียนอีกไม่ทันแหงมๆ...
งานอื่นๆ ยังมีรออีกบานเลยครับ...แต่ของานนี้ก่อนแล้วกัน งานอื่นๆ ผมยังขอให้สมาชิกในกลุ่มช่วยได้ แต่นี่มันงานเดี่ยวนี่นะ จะขอเห็นแก่ตัวเล็กๆ คงไม่มีใครว่าหรอกเนอะ...อิอิ ^^Y
Tuesday, September 4, 2007
เดือนหฤโหด...
เดือนนี้ก็เป็นเดือนสุดท้ายของเทอมแรกแล้วครับ เป็นเดือนที่จะตัดสินแล้วว่าจะได้เกรดตามที่ตั้งไว้ไหม? แล้วที่สำคัญคืองานเดือนนี้จะเยอะมากๆ เพราะไอ้ที่พลัดๆ ไว้เดือนก่อนๆ ก็จะมาส่งในเดือนนี้ นี่ไม่รวมงานของเดือนนี้ด้วยนะเนี่ย...
นอกจากงานที่สำคัญแล้วก็คือเรื่องสอบครับ แต่คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหามากนัก แต่เรื่องงานนี่สิ ที่ผมเป็นห่วง งานเดี่ยวไม่เท่าไหร่ แต่งานกลุ่มเนี่ยมันหนักเอาการ ต้องทำรายงานการทดลองส่งอาจารย์ในขณะที่ใกล้จะสอบแล้ว...
ยอมรับว่าสังคม ป.โท นั้นมันเห็นแก่ตัวกันจริงๆ ไม่กี่วันก่อน กลุ่มผมก็ต้องเตรียมอุปกรณ์การทดลองให้กลุ่มอื่นทั้งหมด เพราะรำคาญที่เรื่องมากเถียงกันอยู่ได้ สงสัยกลัวจะเสียเปรียบกันว่างั้น แต่ก็ยังไม่วายที่จะมีคนบ่นว่า ทำไมเตรียมแค่นี้ เอ๊า!!! นี่ตูเตรียมให้มันก็บุญแล้วนะโว้ยยย...จริงๆ กลุ่มเอ็งต้องเตรียมแท้ๆ ฮ่วยยย
ยังมีเรื่องนัดวันเวลาสอบกันอีก ที่แต่ล่ะคนจะถกเถียงกัน หาว่าไม่พร้อมบ้างล่ะ ทั้งๆ ที่ทุกคนก็เรียนเหมือนกัน เวลาสอบก็วันเดียวกันแล้วจะบอกว่าไม่พร้อมได้ยังไง...ผมเริ่มเห็นจุดอ่อนของพวกเด็ก ป.โท ที่มันยังไม่ได้ทำงานกันจริงๆ บ้างแล้ว คือ...ชอบอ้างว่าไม่พร้อม ไม่ทันนะ จริงๆ แล้วคุณควรจะเตรียมตัวให้พร้อมทุกวันมากกว่า สอบติดๆ กันก็บ่นกันแล้ว สำหรับผมน่ะ วันไหน เมื่อไหร่ขอให้บอก เพราะการทำงานจริงน่ะ เจ้านายคุณจะสั่งงานให้เวลานี้ แล้วต้องเสร็จวันนี้ด้วย งี้เด็กพวกนี้จะทำงานไหวเรอะ...แค่นี้ก็บ่นกันแล้ว...
โตเป็นผู้ใหญ่กันแล้วครับ พวกนี้ติดเรียนเกินไป เรียนสบายๆ ไม่เคยเจอแบบงานรัดตัวแบบไม่ทำมีโดนด่า หรือไล่ออกกันบ้าง จะได้รู้สำนึก ผมว่าจะไม่พูดๆ เรื่องการทำงาน แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะบอกว่า เฮ้ยย ทำงี้ง่ายกว่าไหม คิดดู แบ่งงานกันเถียงกันเป็นชั่วโมงยังไม่ได้ข้อสรุปเล้ยยย...แก้ปัญหากันไม่เป็น...
นี่ก็เป็นสังคมของ ป.โท ที่นี่น่ะครับ งานตัวเองเสร็จไวจัง งานกลุ่มล่ะไม่ค่อยช่วยกัน...
สำหรับผมเองหลังสอบ ก็คงมีเวลาฟิตสอบภาษาอังกฤษของ ป.โท ให้ผ่านในเดือน พฤศจิกายนนี้ กะว่าจะขอสอบครั้งเดียวผ่าน ก็เลยต้องวางแผนหาเวลาที่ตัวเองน่าจะพร้อมให้ผ่านในทีเดียว...
ยังมีตัวเรียนเทอมหน้าที่ต้องมาคิดอีกว่าจะหนักไหม?...ก็คงต้องรอถามอาจารย์ที่ปรึกษา ว่าสุดแล้วแต่ว่าจารย์อยากให้เรียนตัวไหนเป็นพิเศษ ก็คงต้องไปเรียนตัวนั้น...
ตอนนี้ผมคงกะเกณฑ์การจบอยู่ที่ สองปีครึ่งล่ะครับ...ใจจริงอยากจะสองปี แต่ก็จะพยายามครับ ^^Y
นอกจากงานที่สำคัญแล้วก็คือเรื่องสอบครับ แต่คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหามากนัก แต่เรื่องงานนี่สิ ที่ผมเป็นห่วง งานเดี่ยวไม่เท่าไหร่ แต่งานกลุ่มเนี่ยมันหนักเอาการ ต้องทำรายงานการทดลองส่งอาจารย์ในขณะที่ใกล้จะสอบแล้ว...
ยอมรับว่าสังคม ป.โท นั้นมันเห็นแก่ตัวกันจริงๆ ไม่กี่วันก่อน กลุ่มผมก็ต้องเตรียมอุปกรณ์การทดลองให้กลุ่มอื่นทั้งหมด เพราะรำคาญที่เรื่องมากเถียงกันอยู่ได้ สงสัยกลัวจะเสียเปรียบกันว่างั้น แต่ก็ยังไม่วายที่จะมีคนบ่นว่า ทำไมเตรียมแค่นี้ เอ๊า!!! นี่ตูเตรียมให้มันก็บุญแล้วนะโว้ยยย...จริงๆ กลุ่มเอ็งต้องเตรียมแท้ๆ ฮ่วยยย
ยังมีเรื่องนัดวันเวลาสอบกันอีก ที่แต่ล่ะคนจะถกเถียงกัน หาว่าไม่พร้อมบ้างล่ะ ทั้งๆ ที่ทุกคนก็เรียนเหมือนกัน เวลาสอบก็วันเดียวกันแล้วจะบอกว่าไม่พร้อมได้ยังไง...ผมเริ่มเห็นจุดอ่อนของพวกเด็ก ป.โท ที่มันยังไม่ได้ทำงานกันจริงๆ บ้างแล้ว คือ...ชอบอ้างว่าไม่พร้อม ไม่ทันนะ จริงๆ แล้วคุณควรจะเตรียมตัวให้พร้อมทุกวันมากกว่า สอบติดๆ กันก็บ่นกันแล้ว สำหรับผมน่ะ วันไหน เมื่อไหร่ขอให้บอก เพราะการทำงานจริงน่ะ เจ้านายคุณจะสั่งงานให้เวลานี้ แล้วต้องเสร็จวันนี้ด้วย งี้เด็กพวกนี้จะทำงานไหวเรอะ...แค่นี้ก็บ่นกันแล้ว...
โตเป็นผู้ใหญ่กันแล้วครับ พวกนี้ติดเรียนเกินไป เรียนสบายๆ ไม่เคยเจอแบบงานรัดตัวแบบไม่ทำมีโดนด่า หรือไล่ออกกันบ้าง จะได้รู้สำนึก ผมว่าจะไม่พูดๆ เรื่องการทำงาน แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะบอกว่า เฮ้ยย ทำงี้ง่ายกว่าไหม คิดดู แบ่งงานกันเถียงกันเป็นชั่วโมงยังไม่ได้ข้อสรุปเล้ยยย...แก้ปัญหากันไม่เป็น...
นี่ก็เป็นสังคมของ ป.โท ที่นี่น่ะครับ งานตัวเองเสร็จไวจัง งานกลุ่มล่ะไม่ค่อยช่วยกัน...
สำหรับผมเองหลังสอบ ก็คงมีเวลาฟิตสอบภาษาอังกฤษของ ป.โท ให้ผ่านในเดือน พฤศจิกายนนี้ กะว่าจะขอสอบครั้งเดียวผ่าน ก็เลยต้องวางแผนหาเวลาที่ตัวเองน่าจะพร้อมให้ผ่านในทีเดียว...
ยังมีตัวเรียนเทอมหน้าที่ต้องมาคิดอีกว่าจะหนักไหม?...ก็คงต้องรอถามอาจารย์ที่ปรึกษา ว่าสุดแล้วแต่ว่าจารย์อยากให้เรียนตัวไหนเป็นพิเศษ ก็คงต้องไปเรียนตัวนั้น...
ตอนนี้ผมคงกะเกณฑ์การจบอยู่ที่ สองปีครึ่งล่ะครับ...ใจจริงอยากจะสองปี แต่ก็จะพยายามครับ ^^Y
Monday, August 27, 2007
เมื่อ "สาวประเภทสอง" ต้องใช้คำนำหน้าว่า "นางสาว"
ไม่รู้ว่าข่าวนี้จะจริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้นะครับเนี่ย แต่วันนี้เข้าไปอ่านข่าวทางเน็ตมา บอกได้คำเดียวว่าปวดเฮดมากๆ ครับ...
อันที่จริง ผมไม่ได้เกลียดสาวประเภทสอง แต่เกลียดกลัวเกย์มากกว่าครับ ไม่รู้เคยเล่าให้ฟังรึยัง แต่จะเล่าให้ฟังใหม่ก็ได้ครับ...ดีที่ผมไม่ใช่สเปกเกย์ ก็เลยไม่มีเกย์มานัวเนีย เกิดพลาดพลั้งไป กลัว...กลัวต่อมสาวแตกกลายเป็นเกย์ไปอีกคน - -"
มีเพื่อนผมคนนึง หน้าตาไม่หล่อแต่เป็นนักกีฬา หุ่นงี้ดีพอสมควรมีกล้ามเนื้อกับเค้าพอให้หลงไหล ไอ้เราก็อยู่หอชายจะไม่ใส่เสื้อเดินเข้าออกห้องนั้นห้องนี่ มันก็ไม่มีปัญหา แต่กะเพื่อนผมคนนี้สิครับ มันเข้าไปคลอเคลียกับเพื่อนคนนี้ แบบประมาณว่าไปนั่งใกล้ๆ คุยเฮฮาไป เผลอมากอดจูบ ลูบคลำ เห็นแล้วเสียวแทนเลยครับ...ผมก็เห็นใจเพื่อนก็เลย ออกห้องกันล๊อกประตูให้เค้ามีความสุขกัน นี่ผมทำถูกแล้วใช่ไหมครับเนี่ย?
ดีที่หุ่นผมมันผอมๆ ไม่ถึงกับหุ่นนายแบบ แต่ก็หุ่นดีไม่เบาเลยล่ะนะ อิอิ...ไม่มีใครชมก็ชมตัวเองนี่แหละ
ส่วนกระเทยเนี่ย พอมีครับ อันนี้นี่หากคิดเกินเพื่อน ก็มีเสียวครับ ไม่ไหวๆ ไม่เล่าล่ะเพราะมันเกิดกะตัวผมเอง และก็พอจะสรุปได้ว่า "เกย์จะชอบผู้ชายหุ่นดี ส่วนกระเทยชอบผู้ชายหน้าตาดี"...อ้าวนี่ตูทั้งหน้าตาดีทั้งหุ่นดีเลยใช่ไหมเนี่ย อิอิ...
กลับมาที่ข่าวกันดีกว่านะครับ... ได้ยินว่า สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ไฟเขียวให้พวกเธอที่แปลงเพศแล้ว สามารถใช้คำนำหน้าว่า "นางสาว" ได้เหมือนสาวแท้ทั่วไป แล้ว o_O!!!
คราวนี้ได้ฮาแตกกันล่ะครับ..."นี่เธอๆ เราแต่งงานกันมา 5 ปีแล้วทำไม่ยังไม่มีลูกอีกล่ะ?" ฝ่ายชายถามด้วยความสงสัย ฝ่ายหญิงก็กระอักกระอ่วนไม่ยอมตอบว่าตัวเองแปลงเพศมา นี่ชั้นเป็นผู้ชายมาก่อนเหมือนกันน่ะ...จริงอยู่มันเป็นเรื่องตลก แต่หากเกิดขึ้นจริงๆ คงไม่ตลกนะครับ...
นึกขึ้นได้ว่าพรุ่งนี้ตูสอบนี่หว่า ถึงจะแค่ 4% แต่มันก็ยังดีที่จะทิ้งคนอื่นในจุดทศนิยมมากขึ้นได้ แต่คราวนี้คงไม่หมูเพราะเค้ารู้แล้วว่าผมแอ๊บเก่ง คราวนี้คงต้องเต็มที่ล่ะครับ สู้ๆ นะ ^^Y
อันที่จริง ผมไม่ได้เกลียดสาวประเภทสอง แต่เกลียดกลัวเกย์มากกว่าครับ ไม่รู้เคยเล่าให้ฟังรึยัง แต่จะเล่าให้ฟังใหม่ก็ได้ครับ...ดีที่ผมไม่ใช่สเปกเกย์ ก็เลยไม่มีเกย์มานัวเนีย เกิดพลาดพลั้งไป กลัว...กลัวต่อมสาวแตกกลายเป็นเกย์ไปอีกคน - -"
มีเพื่อนผมคนนึง หน้าตาไม่หล่อแต่เป็นนักกีฬา หุ่นงี้ดีพอสมควรมีกล้ามเนื้อกับเค้าพอให้หลงไหล ไอ้เราก็อยู่หอชายจะไม่ใส่เสื้อเดินเข้าออกห้องนั้นห้องนี่ มันก็ไม่มีปัญหา แต่กะเพื่อนผมคนนี้สิครับ มันเข้าไปคลอเคลียกับเพื่อนคนนี้ แบบประมาณว่าไปนั่งใกล้ๆ คุยเฮฮาไป เผลอมากอดจูบ ลูบคลำ เห็นแล้วเสียวแทนเลยครับ...ผมก็เห็นใจเพื่อนก็เลย ออกห้องกันล๊อกประตูให้เค้ามีความสุขกัน นี่ผมทำถูกแล้วใช่ไหมครับเนี่ย?
ดีที่หุ่นผมมันผอมๆ ไม่ถึงกับหุ่นนายแบบ แต่ก็หุ่นดีไม่เบาเลยล่ะนะ อิอิ...ไม่มีใครชมก็ชมตัวเองนี่แหละ
ส่วนกระเทยเนี่ย พอมีครับ อันนี้นี่หากคิดเกินเพื่อน ก็มีเสียวครับ ไม่ไหวๆ ไม่เล่าล่ะเพราะมันเกิดกะตัวผมเอง และก็พอจะสรุปได้ว่า "เกย์จะชอบผู้ชายหุ่นดี ส่วนกระเทยชอบผู้ชายหน้าตาดี"...อ้าวนี่ตูทั้งหน้าตาดีทั้งหุ่นดีเลยใช่ไหมเนี่ย อิอิ...
กลับมาที่ข่าวกันดีกว่านะครับ... ได้ยินว่า สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ไฟเขียวให้พวกเธอที่แปลงเพศแล้ว สามารถใช้คำนำหน้าว่า "นางสาว" ได้เหมือนสาวแท้ทั่วไป แล้ว o_O!!!
คราวนี้ได้ฮาแตกกันล่ะครับ..."นี่เธอๆ เราแต่งงานกันมา 5 ปีแล้วทำไม่ยังไม่มีลูกอีกล่ะ?" ฝ่ายชายถามด้วยความสงสัย ฝ่ายหญิงก็กระอักกระอ่วนไม่ยอมตอบว่าตัวเองแปลงเพศมา นี่ชั้นเป็นผู้ชายมาก่อนเหมือนกันน่ะ...จริงอยู่มันเป็นเรื่องตลก แต่หากเกิดขึ้นจริงๆ คงไม่ตลกนะครับ...
นึกขึ้นได้ว่าพรุ่งนี้ตูสอบนี่หว่า ถึงจะแค่ 4% แต่มันก็ยังดีที่จะทิ้งคนอื่นในจุดทศนิยมมากขึ้นได้ แต่คราวนี้คงไม่หมูเพราะเค้ารู้แล้วว่าผมแอ๊บเก่ง คราวนี้คงต้องเต็มที่ล่ะครับ สู้ๆ นะ ^^Y
Sunday, August 26, 2007
หมดเวรกันซักที...ตู้รองเท้า
วันนี้ผมจัดการสะสางเรื่องตู้รองเท้าเสร็จซักทีครับ เหนื่อยตั้งกะเมื่อวานที่ต้องไปเอง เลขาห้องผมเบี้ยวไม่ยอมไปด้วยกัน ให้ผมจัดการเองทั้งหมด โดยให้เงินห้องมา(แล้วจะมีเลขาห้องทำไม ฟ่ะ ตูทำคนเดียวก็ได้นี่หว่า สรุปนี่มันงานตูจริงๆ นะ ไม่ใช่งานของห้อง) ผมก็ไปซื้อไว้ตั้งกะเมื่อวาน ว่าวันนี้จะไปประกอบ...
ตอนนี้ก็ประกอบเสร็จแล้วครับใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง กับคนประมาณ 4 คน (ที่ผมไม่ได้ขอให้ช่วย) ตอนแรกผมทำคนเดียว เพราะผมรู้แล้วว่า...นี่ตูต้องทำคนเดียว เพราะเป็นงานที่จารย์ให้ผมทำ ผมก็ดูๆ แล้วสรุปคือ ทำได้ทำไปเลย...แต่แล้วก็มีรุ่นพี่คนนึงมาช่วยทำก็เบาแรงได้ไปนิดนึงล่ะ...
ใกล้จะเสร็จล่ะ ก็มีรุ่นพี่ ป.โท มาสมทบอีกงานก็เสร็จเร็วขึ้นน่ะครับ...จริงๆ ผมอยากบ่นแต่มันเหนื่อยเหลือเกินนะครับเนี่ย สุดท้ายก็เอาไปวางหน้าห้องก่อน เพราะผมน่ะกะว่า อยากให้วางหน้าห้องก่อน แต่...มันก็มีเสียงผีที่ไหนไม่รู้ แว่วๆ มาว่า "วางไว้ข้างนอกมันจะเกะกะคนอื่นเค้านะ" ผมนี่เชื่อแล้วว่า ภาคนี้มันสิทธิส่วนบุคคลสูงกันจริงๆ...
ผมมาคิดดูล่ะว่าควรจะวางไว้ข้างนอกก่อนเพื่อสร้างลักษณะนิสัยใหม่ๆ ที่ต้องเปลี่ยนรองเท้าก่อนเข้าห้องแลปนะ ถ้าตอนแรกเอามาไว้ในห้องคนที่ไม่รู้ ไม่เห็น ก็เข้ามาไม่เห็นตู้รองเท้าเข้าอีก มันก็จะเปื้อนอีก (ตู้มันแอบตรงประตู คนเข้ามาไม่เห็น แต่คนจะออกห้องจะเห็น - -") ผมก็กะจะวางไว้ข้างนอกให้ทุกคนรับรู้นะ ว่ากฎห้องเราเปลี่ยนแล้ว ต้องเปลี่ยนรองเท้าก่อนเข้าห้อง ซักเดือนนึง คนรู้กันแล้ว จึงเอามาไว้ข้างใน...แต่ผมจะเงียบๆ ไว้ก่อน แล้วก็ให้วางข้างในน่ะแหละ ดูซิว่าจะจัดการกันยังไง? อิอิ
แต่ผมคาดไว้แล้วล่ะ ว่าต้องมีคนเอาไปข้างใน...และมันก็จะออกมาอีหรอบเดิม คือ มีตู้รองเท้าไว้โชว์อีกน่ะแหละ แต่มันหมดหน้าที่ของผมแล้ว (จริงๆ อาจารย์ให้จัดวางตู้ด้วย แต่ผมน่ะจะดู "คน" ก่อนนะ)แล้วผมจะดูว่าวันจันทร์นี้มันจะเป็นยังไง คงสนุกน่าดูเลยล่ะ...
พอเห็นคนในแลป ผมก็ถอนหายใจดัง เฮื้อกกก ใหญ่ๆ ออกมาเลยล่ะครับ...บอกไม่ถูกแต่คงพอเข้าใจ แต่สิ่งที่ผมแน่ใจแล้วก็คือ เรียนสูงๆ เนี่ย ทำงานคนเดียวกันเก่งจัง แต่ล่ะคนอีโก้สูงกันทั้งนั้น (รวมผมด้วย) ก็คงต้องสงบปากสงบคำก่อนครับ เพราะผมถือว่า "นี่คือเกมที่เราต้องเล่นกันหลายรอบ การใช้ความก้าวร้าวย่อมไม่เป็นผลดี" สรุปรอผมจบก่อน เจอกัล ...อิอิ
ตอนนี้ก็ประกอบเสร็จแล้วครับใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง กับคนประมาณ 4 คน (ที่ผมไม่ได้ขอให้ช่วย) ตอนแรกผมทำคนเดียว เพราะผมรู้แล้วว่า...นี่ตูต้องทำคนเดียว เพราะเป็นงานที่จารย์ให้ผมทำ ผมก็ดูๆ แล้วสรุปคือ ทำได้ทำไปเลย...แต่แล้วก็มีรุ่นพี่คนนึงมาช่วยทำก็เบาแรงได้ไปนิดนึงล่ะ...
ใกล้จะเสร็จล่ะ ก็มีรุ่นพี่ ป.โท มาสมทบอีกงานก็เสร็จเร็วขึ้นน่ะครับ...จริงๆ ผมอยากบ่นแต่มันเหนื่อยเหลือเกินนะครับเนี่ย สุดท้ายก็เอาไปวางหน้าห้องก่อน เพราะผมน่ะกะว่า อยากให้วางหน้าห้องก่อน แต่...มันก็มีเสียงผีที่ไหนไม่รู้ แว่วๆ มาว่า "วางไว้ข้างนอกมันจะเกะกะคนอื่นเค้านะ" ผมนี่เชื่อแล้วว่า ภาคนี้มันสิทธิส่วนบุคคลสูงกันจริงๆ...
ผมมาคิดดูล่ะว่าควรจะวางไว้ข้างนอกก่อนเพื่อสร้างลักษณะนิสัยใหม่ๆ ที่ต้องเปลี่ยนรองเท้าก่อนเข้าห้องแลปนะ ถ้าตอนแรกเอามาไว้ในห้องคนที่ไม่รู้ ไม่เห็น ก็เข้ามาไม่เห็นตู้รองเท้าเข้าอีก มันก็จะเปื้อนอีก (ตู้มันแอบตรงประตู คนเข้ามาไม่เห็น แต่คนจะออกห้องจะเห็น - -") ผมก็กะจะวางไว้ข้างนอกให้ทุกคนรับรู้นะ ว่ากฎห้องเราเปลี่ยนแล้ว ต้องเปลี่ยนรองเท้าก่อนเข้าห้อง ซักเดือนนึง คนรู้กันแล้ว จึงเอามาไว้ข้างใน...แต่ผมจะเงียบๆ ไว้ก่อน แล้วก็ให้วางข้างในน่ะแหละ ดูซิว่าจะจัดการกันยังไง? อิอิ
แต่ผมคาดไว้แล้วล่ะ ว่าต้องมีคนเอาไปข้างใน...และมันก็จะออกมาอีหรอบเดิม คือ มีตู้รองเท้าไว้โชว์อีกน่ะแหละ แต่มันหมดหน้าที่ของผมแล้ว (จริงๆ อาจารย์ให้จัดวางตู้ด้วย แต่ผมน่ะจะดู "คน" ก่อนนะ)แล้วผมจะดูว่าวันจันทร์นี้มันจะเป็นยังไง คงสนุกน่าดูเลยล่ะ...
พอเห็นคนในแลป ผมก็ถอนหายใจดัง เฮื้อกกก ใหญ่ๆ ออกมาเลยล่ะครับ...บอกไม่ถูกแต่คงพอเข้าใจ แต่สิ่งที่ผมแน่ใจแล้วก็คือ เรียนสูงๆ เนี่ย ทำงานคนเดียวกันเก่งจัง แต่ล่ะคนอีโก้สูงกันทั้งนั้น (รวมผมด้วย) ก็คงต้องสงบปากสงบคำก่อนครับ เพราะผมถือว่า "นี่คือเกมที่เราต้องเล่นกันหลายรอบ การใช้ความก้าวร้าวย่อมไม่เป็นผลดี" สรุปรอผมจบก่อน เจอกัล ...อิอิ
Wednesday, August 22, 2007
เริ่มฝึกนิ้วกันเถอะ!!!
งงใช่ไหมครับ ว่าคราวนี้มาแนวไหนอีกล่ะนี่? ที่บอกว่าฝึกนิ้วเนี่ยก็คือ ฝึกนิ้วไว้สำหรับเล่นโน้ต หรือเล่น แทป ของกีต้าร์ครับ เมื่อวานผมเข้าไปดูเวปคอร์ดเพลงออนไลน์ตามปกติ แต่คราวนี้เหลือบไปเห็น เวปมาสเตอร์สอนเล่นโน้ตกีต้าร์แล้ว!!! สวรรค์มาโปรดจริงๆ ในที่สุดก็จะได้หัดเล่นโน้ตจริงๆ จังล่ะ...
เวปไซต์ที่สอนนี่เลยครับ ---> http://www.chordtabs.in.th/home.php
เข้าไปดูในส่วนของ Lesson ครับ...
อย่างที่เคยบอกว่าผมมีกีต้าร์หลังเต่าตัวนึง แต่มันก็ไม่ค่อยดีสมกับราคาในความคิดของผมนะ แต่มันก็ไม่ใช่ของผมน่ะ ก็เลยไม่ซีเรียส ปัญหาคือ สายมันสูงกว่าบาร์มาก ทำให้กดลำบาก กดเจ็บนิ้วกว่าเดิม รวมทั้งเวลาเปลี่ยนคอร์ดในๆ สายที่สูงๆ ของมันจะไปเกี่ยวกับนิ้วเข้าอีก...ก็ไม่รู้จะแก้ยังไงเหมือนกันครับ...
ผมเริ่มอยากได้กีต้าร์อะคูสสติกมาหัดเล่นโน้ตแล้วซิ เคยมีตัวนึงแต่ให้เพื่อนไปแล้วเนื่องจากตอนซื้อแชร์กันออกครึ่งๆ อีกอย่างเล่นเพลงธรรมดาๆ กีต้าร์แบบนี้ไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ กีต้าร์โฟล์คโปร่งๆ เหมาะกว่า แต่ตอนนี้อยากได้ไว้หัดกดโน้ตจริงๆ...
เวลาเล่นโน้ตสิ่งสำคัญก็คือนิ้วครับ และเป็นนิ้วมือซ้ายที่หลายๆ คนไม่ถนัดด้วย ผมจึงต้องมาเริ่มฝึกให้นิ้วมันคล่อง นอกจากจะเล่นโน้ตเล่นแทปได้แล้ว ยังทำให้จับคอร์ดเปลี่ยนคอร์ดได้ดีกว่าเดิมซ่ะอีกนะ...เวปมาสเตอร์เค้าก็ให้ไปฝึกดังนี้ครับ...
อย่างแรก...อันนี้ยากมาก ให้ฝึกแยกประสาท ให้นิ้วกลางกะนิ้วก้อยเคลื่อนที่ไปพร้อมๆ กันได้ ในขณะที่นิ้วชี้กะนิ้วนางก็ไปพร้อมๆ กันได้ ยากมากครับ ตอนนี้ได้ทีละนิ้วอยู่เลย -"-
อันที่สอง... ฝึกไล่เฟร็ต หรือไล่สายจากบนลงล่าง มีวิธีการไล่ได้ถึง 24 แบบ!!! เอาแค่แบบแรกให้คล่องก่อนดีกว่าเนอะ แต่ดีที่ว่าการฝึกแบบนี้เพื่อนผมเคยให้ลองไปหัดดูบ้าง เลยไม่ยากเท่าไหร่ แต่ที่ยากคือทำให้มันต่อเนื่องนี่ล่ะ อย่างว่า กีต้าร์ผมสายมันสูงเกิน เลื่อนลำบากอิ๊บบ...
อย่างที่สาม...ฝึกความแข็งแรงของนิ้ว ปกตินิ้วชี้ของเราก็กดได้แรงอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือนิ้วกลาง นาง ก้อยนี่ล่ะ โดยเฉพาะนิ้วกลางของผม มันหักกลาง!!! ทำให้เวลาจับคอร์ดโดยเฉพาะคอร์ด G จะแป๊กบ่อยๆ ทู้กทีเลยยย วิธีฝึกก็ให้กดนิ้วชี้ค้างไว้ที่สาย 1 บาร์ 5 แล้วก็พลัดกันใช้นิ้วอีกสามนิ้วที่เหลือกดแรงๆ ไปตามบาร์ต่างๆ ให้เกิดเสียงโดยไม่ต้องดีด จะทำให้แต่ล่ะนิ้วเรามีแรงพอที่จะกดแล้วไม่ทำให้บอดครับ อันนี้ไม่ยากเท่าไหร่ แต่ที่แอดวานซ์ก็คือ กดแบบไล่นิ้วไปด้วยนี่ล่ะ จะฝืนๆ นิดๆ
สงสัยคงต้องฝึกต่อไปอีกซักพัก เพราะตอนนี้ยังตั้งสายไม่ได้เล้ยยย ฟังเสียงไม่ออกจริงๆ ตอนนี้ก็ขอให้เพื่อนว่างๆ ช่วยมาตั้งให้หน่อย หรือว่าจะลงทุนซื้อซ้อมเสียง มาตั้งสายดีนะ? ตอนนี้ก็ฝึกยังงี้ไปก่อนแล้วกันนะครับ^^ พอคล่องแล้วค่อยมาจำโน้ตแต่ล่ะสายแต่ล่ะบาร์แล้วกันครับ...
เวปไซต์ที่สอนนี่เลยครับ ---> http://www.chordtabs.in.th/home.php
เข้าไปดูในส่วนของ Lesson ครับ...
อย่างที่เคยบอกว่าผมมีกีต้าร์หลังเต่าตัวนึง แต่มันก็ไม่ค่อยดีสมกับราคาในความคิดของผมนะ แต่มันก็ไม่ใช่ของผมน่ะ ก็เลยไม่ซีเรียส ปัญหาคือ สายมันสูงกว่าบาร์มาก ทำให้กดลำบาก กดเจ็บนิ้วกว่าเดิม รวมทั้งเวลาเปลี่ยนคอร์ดในๆ สายที่สูงๆ ของมันจะไปเกี่ยวกับนิ้วเข้าอีก...ก็ไม่รู้จะแก้ยังไงเหมือนกันครับ...
ผมเริ่มอยากได้กีต้าร์อะคูสสติกมาหัดเล่นโน้ตแล้วซิ เคยมีตัวนึงแต่ให้เพื่อนไปแล้วเนื่องจากตอนซื้อแชร์กันออกครึ่งๆ อีกอย่างเล่นเพลงธรรมดาๆ กีต้าร์แบบนี้ไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ กีต้าร์โฟล์คโปร่งๆ เหมาะกว่า แต่ตอนนี้อยากได้ไว้หัดกดโน้ตจริงๆ...
เวลาเล่นโน้ตสิ่งสำคัญก็คือนิ้วครับ และเป็นนิ้วมือซ้ายที่หลายๆ คนไม่ถนัดด้วย ผมจึงต้องมาเริ่มฝึกให้นิ้วมันคล่อง นอกจากจะเล่นโน้ตเล่นแทปได้แล้ว ยังทำให้จับคอร์ดเปลี่ยนคอร์ดได้ดีกว่าเดิมซ่ะอีกนะ...เวปมาสเตอร์เค้าก็ให้ไปฝึกดังนี้ครับ...
อย่างแรก...อันนี้ยากมาก ให้ฝึกแยกประสาท ให้นิ้วกลางกะนิ้วก้อยเคลื่อนที่ไปพร้อมๆ กันได้ ในขณะที่นิ้วชี้กะนิ้วนางก็ไปพร้อมๆ กันได้ ยากมากครับ ตอนนี้ได้ทีละนิ้วอยู่เลย -"-
อันที่สอง... ฝึกไล่เฟร็ต หรือไล่สายจากบนลงล่าง มีวิธีการไล่ได้ถึง 24 แบบ!!! เอาแค่แบบแรกให้คล่องก่อนดีกว่าเนอะ แต่ดีที่ว่าการฝึกแบบนี้เพื่อนผมเคยให้ลองไปหัดดูบ้าง เลยไม่ยากเท่าไหร่ แต่ที่ยากคือทำให้มันต่อเนื่องนี่ล่ะ อย่างว่า กีต้าร์ผมสายมันสูงเกิน เลื่อนลำบากอิ๊บบ...
อย่างที่สาม...ฝึกความแข็งแรงของนิ้ว ปกตินิ้วชี้ของเราก็กดได้แรงอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือนิ้วกลาง นาง ก้อยนี่ล่ะ โดยเฉพาะนิ้วกลางของผม มันหักกลาง!!! ทำให้เวลาจับคอร์ดโดยเฉพาะคอร์ด G จะแป๊กบ่อยๆ ทู้กทีเลยยย วิธีฝึกก็ให้กดนิ้วชี้ค้างไว้ที่สาย 1 บาร์ 5 แล้วก็พลัดกันใช้นิ้วอีกสามนิ้วที่เหลือกดแรงๆ ไปตามบาร์ต่างๆ ให้เกิดเสียงโดยไม่ต้องดีด จะทำให้แต่ล่ะนิ้วเรามีแรงพอที่จะกดแล้วไม่ทำให้บอดครับ อันนี้ไม่ยากเท่าไหร่ แต่ที่แอดวานซ์ก็คือ กดแบบไล่นิ้วไปด้วยนี่ล่ะ จะฝืนๆ นิดๆ
สงสัยคงต้องฝึกต่อไปอีกซักพัก เพราะตอนนี้ยังตั้งสายไม่ได้เล้ยยย ฟังเสียงไม่ออกจริงๆ ตอนนี้ก็ขอให้เพื่อนว่างๆ ช่วยมาตั้งให้หน่อย หรือว่าจะลงทุนซื้อซ้อมเสียง มาตั้งสายดีนะ? ตอนนี้ก็ฝึกยังงี้ไปก่อนแล้วกันนะครับ^^ พอคล่องแล้วค่อยมาจำโน้ตแต่ล่ะสายแต่ล่ะบาร์แล้วกันครับ...
Tuesday, August 14, 2007
สมุด Diary...
ช่วงนี้ที่มหาวิทยาลัยของผมหยุดเยอะมากๆ แต่เรื่องงาน เรื่องวันสอบ แลปก็ยังมีเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย อ๋อ...วันนี้อาจารย์บอกคะแนนสอบกลางภาควิชานึง ทายซิผมได้ที่เท่าไหร่ มีเรียนอยู่ 5 คนเองอ่ะ...
ผมก็ต้องได้ท๊อป section อยู่แล้วดิ อิอิ เต็ม 26% ได้ 25.48% อีกนิดเดียวจะเต็มแว้ว สรุปนี่ก็ท๊อปไปวิชานึงเหลืออีกสองก็หวังว่าจะท๊อปนะ อิอิ ทำไมเก่งงี้ฟร้ะ...จริงๆ ก็ไม่แปลกนะ ผมน่ะตั้งใจจะเป็นอาจารย์มอนี้อยู่แล้ว ดังนั้น ต้องท๊อป ท๊อป ท๊อป มันให้ได้ทุกวิชา อิอิ ถ้าคะแนนโหล่กว่าเพื่อน จะไปสอนเด็กได้ไง จริงไหม?
มาเข้าเรื่องกันดีกว่า...วันนี้อาจารย์ก็ต้องนัดสอบ นอกเวลาเพราะเนื้อหามันเยอะจัด ผมก็ดูๆ ปฏิทินซิ สุดท้ายก็ตกลงกันได้ ดีที่ไม่หนักไปตอนไฟนอลซ่ะทีเดียว นี่กลับไปห้องแลปก็มีนัดมาช่วยงานสัปดาห์วันวิทยาศาสตร์อีก งานเยอะเหมือนกันครับ ผมน่ะต้องหาเวลานอนให้มากๆ เพราะหัวจะได้แล่น นี่ล่ะเคล็ดลับของผมล่ะ...
เพื่อนผมคนนึงถามว่า พรุ่งนี้เรียนของอาจารย์อีกท่านนึงไหม? ผมบอก "เฮ้ยย เรียนเป่าวะ จำไม่ได้"...ปกติแล้ว ผมจะใช้วิธีจำเอา และนึกซ้ำๆ กันให้จำได้ แล้วก็มาทบทวนอีกทีก่อนนอนว่า พรุ่งนี้มีคิวต้องทำไรบ้าง แต่ดูท่าคราวนี้มันจะใช้ไม่ค่อยได้ผลล่ะสิ...
นึกถึงจารย์ของผมเอาสมุดไดอารี่ออกมาดูคิวนัดของแก อย่างว่าแหละแกงานเยอะ ก็เลยต้องมี ผมก็เลยคิดว่า นี่ตูซื้อซักเล่มดีไหมน่ะ?...
แต่ก่อนสมัยผมทำงานใหม่ๆ ผมก็ซื้อไว้เล่มนึง หน้าแรก มันก็เขียนดีอยู่หรอก นัดวันนู้นวันนี้ วันนี้ทำไรบ้าง คือพี่ที่ทำงานแนะนำให้จดไว้ เพื่อเซฟตัวเองจาก ผจก. และหัวหน้าหน้าเลือดบางคน แต่พักหลังๆ ไม่ได้เขียนไรเล้ยยย วันๆ งานเยอะจริงๆ ก็เลยเลิกเขียน...
ก็เลยคิดๆ อยู่ว่า นี่ตูซื้อมาจะได้ใช้จริงๆ ไหมหว่า?...แต่ฝึกไว้ วันหน้ามันก็ดีนะ งั้นเอาไว้ซื้อทีเดียว ปีหน้าเลยดีกว่า...ยังงี้จะได้ใช้ไหมหว่า? - -"
ผมก็ต้องได้ท๊อป section อยู่แล้วดิ อิอิ เต็ม 26% ได้ 25.48% อีกนิดเดียวจะเต็มแว้ว สรุปนี่ก็ท๊อปไปวิชานึงเหลืออีกสองก็หวังว่าจะท๊อปนะ อิอิ ทำไมเก่งงี้ฟร้ะ...จริงๆ ก็ไม่แปลกนะ ผมน่ะตั้งใจจะเป็นอาจารย์มอนี้อยู่แล้ว ดังนั้น ต้องท๊อป ท๊อป ท๊อป มันให้ได้ทุกวิชา อิอิ ถ้าคะแนนโหล่กว่าเพื่อน จะไปสอนเด็กได้ไง จริงไหม?
มาเข้าเรื่องกันดีกว่า...วันนี้อาจารย์ก็ต้องนัดสอบ นอกเวลาเพราะเนื้อหามันเยอะจัด ผมก็ดูๆ ปฏิทินซิ สุดท้ายก็ตกลงกันได้ ดีที่ไม่หนักไปตอนไฟนอลซ่ะทีเดียว นี่กลับไปห้องแลปก็มีนัดมาช่วยงานสัปดาห์วันวิทยาศาสตร์อีก งานเยอะเหมือนกันครับ ผมน่ะต้องหาเวลานอนให้มากๆ เพราะหัวจะได้แล่น นี่ล่ะเคล็ดลับของผมล่ะ...
เพื่อนผมคนนึงถามว่า พรุ่งนี้เรียนของอาจารย์อีกท่านนึงไหม? ผมบอก "เฮ้ยย เรียนเป่าวะ จำไม่ได้"...ปกติแล้ว ผมจะใช้วิธีจำเอา และนึกซ้ำๆ กันให้จำได้ แล้วก็มาทบทวนอีกทีก่อนนอนว่า พรุ่งนี้มีคิวต้องทำไรบ้าง แต่ดูท่าคราวนี้มันจะใช้ไม่ค่อยได้ผลล่ะสิ...
นึกถึงจารย์ของผมเอาสมุดไดอารี่ออกมาดูคิวนัดของแก อย่างว่าแหละแกงานเยอะ ก็เลยต้องมี ผมก็เลยคิดว่า นี่ตูซื้อซักเล่มดีไหมน่ะ?...
แต่ก่อนสมัยผมทำงานใหม่ๆ ผมก็ซื้อไว้เล่มนึง หน้าแรก มันก็เขียนดีอยู่หรอก นัดวันนู้นวันนี้ วันนี้ทำไรบ้าง คือพี่ที่ทำงานแนะนำให้จดไว้ เพื่อเซฟตัวเองจาก ผจก. และหัวหน้าหน้าเลือดบางคน แต่พักหลังๆ ไม่ได้เขียนไรเล้ยยย วันๆ งานเยอะจริงๆ ก็เลยเลิกเขียน...
ก็เลยคิดๆ อยู่ว่า นี่ตูซื้อมาจะได้ใช้จริงๆ ไหมหว่า?...แต่ฝึกไว้ วันหน้ามันก็ดีนะ งั้นเอาไว้ซื้อทีเดียว ปีหน้าเลยดีกว่า...ยังงี้จะได้ใช้ไหมหว่า? - -"
Subscribe to:
Posts (Atom)