Showing posts with label Art of Wars. Show all posts
Showing posts with label Art of Wars. Show all posts

Sunday, June 17, 2007

ศึกแย่งชิงมวลชน...

หัวข้อที่ผมเขียนในวันนี้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันอย่างยิ่ง จริงๆ แล้วมันเป็นสิ่งที่อยู่ควบคู่กับการเมือง ไม่สิ สังคมมนุษย์มาตั้งแต่มีมนุษย์ขึ้นมาแล้วล่ะ...

การแย่งชิงมวลชน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการแก่งแย่งชิงดีกันของมนุษย์ สิ่งเหล่านี้มันหมายถึง การได้มาซึ่งกำลังที่เหนือกว่าฝ่ายตรงข้าม การได้มาซึ่งอำนาจ หรือการได้มาซึ่งคลังมันสมอง ผู้สนับสนุน ที่จะช่วยให้เป็นใหญ่ได้...

ในตอนก่อนๆ ผมเคยเขียนถึง "ซุนวู" ไว้ว่า "รู้ฟ้า รู้ดิน รบจักไร้พ่าย" คำว่า "รู้ฟ้า" นี่ล่ะครับ คือ การรู้ถึงจิตใจประชาชน และการนำมาใช้ประโยชน์เพื่อช่วงชิงอำนาจ คนที่รู้ถึง เข้าใจ และสามารถนำสิ่งนี้มาใช้ได้นั่นล่ะ คือผู้กำชัยชนะอย่างแท้จริง...

เคยเล่น หรือ เคยรู้มาบ้างใช่ไหมครับว่า ในเกมหมากรุกนั้น "ขุน" ห้ามตาย หากตาย ไม่ว่าจะมีกำลังเหลือมากแค่ไหน ถ้าขุนตาย ก็จบเกม ก็แพ้... เพราะขุนนั้น แฝงความนัยถึง ความสามารถในการแก่งแย่งชิงมวลชนได้อย่างง่าย แม้จะอ่อนแอกว่าตัวอื่น แต่หมากทุกตัวในกระดานล้วนจะต้องปกป้อง ขุน ที่ว่าอย่างไร้เงื่อนไข แม้ว่าตัวเองต้องตายก็ตาม...

ผมจะพูดถึง 2 แนวคิดหลักนะครับ ก็คือ มนุษย์เท่าเทียมกัน และมีเสรีภาพ กับ มนุษย์อยู่ภายใต้อำนาจของผู้นำ ที่มีคุณธรรมแห่งฟ้าอยู่ในจิตใจ... อันแรกก็คือประชาธิปไตยไงครับ ส่วนอันที่สองก็คือ ระบอบกษัตริย์นั่นเอง...แต่ไม่ว่าแนวไหน ก็ต้องอาศัย "ฟ้า" หรือ มวลชนเช่นเดียวกัน เพียงแต่แนวคิดที่สอง มีความชอบธรรมที่จะใช้มวลชนได้ อย่างไม่มีเหตุผล...

ให้คนปกป้อง ให้คนอื่นสละชีพให้ หรือทำงานให้ด้วยความเต็มใจ เพราะเขาเหล่านั้นมีคุณลักษณะแห่ง "ฟ้า" อยู่ภายใน ไม่งั้นคงไม่มีใครยอมทำเช่นนี้...แต่เคยคิดไหมครับ ว่าทำไมต้องทำอย่างนี้ หรือต้องยอมสละชีวิตของตนด้วย? ทั้งๆ ที่ทุกคนมีสิทธิ์เป็นเจ้าของชีวิตของตนเองทั้งนั้น ซึ่งตรงกับแนวทางที่หนึ่ง

แต่มนุษย์เองก็ปฏิเสธไม่ได้ ถึงความจำเป็นของผู้นำ ต่อระบบสังคมของมนุษย์ได้ ดังนั้น "ผู้นำ" จึงอาศัยเหตุผลเหล่านี้ใช้มวลชนเพื่อประโยชน์ของตน เอาเป็นว่าผมเรียกว่า "กิเลส" จะดีกว่านะครับ...

บ้านเมืองเราในเวลานี้ก็เป็นการต่อสู้กันของคน 2 กลุ่มคือ กลุ่ม คมช. และกลุ่มของทักษิณ โดยมีมวลชนของแต่ล่ะฝ่าย หรือ อำนาจของแต่ล่ะฝ่าย คอยสู้กัน และชิงมวลชนกันด้วย...

ฝ่ายกลุ่มทักษิณอ้างความชอบธรรมในฐานะอดีต นายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียง 19 ล้านเสียงที่เขาภาคภูมิใจ และข้ออ้างที่ครอบครัวถูกรังแก เพื่อปลุกระดมมวลชน "รากหญ้า" ของตนเอง ดึงให้ผู้ที่เห็นดีด้วยกับ คมช. มาสนับสนุนตน และดึงฝ่ายที่ไม่ฝักไฝ่ผู้ใดมาเป็นพวก...

ฝ่าย คมช. ก็อ้างการทุจริต คอปรัปชั่น ปฎิวัติการปกครอง แล้วจะคืนอำนาจการปกครองให้ประชาชนทีหลัง เมื่อบ้านเมืองเรียบร้อย และจะจัดการปัญหาทุจริตในรัฐบาลที่ผ่านมาให้ประชาชนเห็น...โดยฝ่ายนี้จะมีกำลังทหารเป็นหลัก เพียงแต่ด้านมวลชนถ้าสนับสนุนจะอยู่เฉย เห็นด้วยกับการกระทำของ คมช. แต่ถ้าเมื่อไหร่แปรพักตร์ก็จะไปชุมนุม ขับไล่ คมช. นั่นแหละ

ตอนปฏิวัติ 19 กันยา ที่ผ่านมาผ่านไปด้วยความสงบ ไม่มีความรุนแรง ประชาชนในกรุงเทพต่างเห็นด้วยกับการปฏิวัติครั้งนี้? เพราะความชอบธรรมในตัวท่านผู้นำทักษิณเปลี่ยนไป มวลชนเลยเข้าข้างทหาร...

แต่สถานการณ์ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ทหารไม่ได้ทำให้บ้านเมืองดีขึ้น ไม่ได้แสดงถึงการตรวจสอบ นำผู้ทุจริตมาลงโทษอย่างแจ่มแจ้ง...ทำให้มวลชน หันไปหาฝ่ายทักษิณ...

ฝ่ายทักษิณเองก็ไม่รอช้า รีบปลุกระดมมวลชนกลับมาฝ่ายตนเองให้มากที่สุด...จากการต่อสู้กันของสองฝ่าย มวลชน ล้วนเป็นตัวตัดสินชัยชนะ และความชอบธรรมที่มาจากชัยชนะนั้น... และหากมีการสูญเสีย ความรุนแรง คงหนีไม่พ้นเหล่ามวลชนที่จะบาดเจ็บ...

เพราะฝ่ายทักษิณกำลัง "เชิด" มวลชนที่ตัวเองมีไปต่อสู้ ปกป้องตนเอง จากกำลัง อาวุธของ คมช. หากมวลชนบาดเจ็บ ก็เข้าทางตนเอง และเพียงพูดปลอบใจ ก็มีคนพร้อมที่จะไปตายแทนได้...

ที่ผมจะพูดก็คือ "อย่าได้หลงมัวเมาไปกับกระแสความอยาก หรือ กิเลสของคนชั่ว พาตัวเองไปสู่จุดจบ" ด้วยข้ออ้างต่างๆ นาๆ โดยเฉพาะคำว่า "เพื่อประชาชน" เป็นคำพูดที่ใช้มากและช่างมีพลังเหลือเกิน...

สุดท้ายฝ่ายที่จะชนะก็จะอาศัยฐาน "มวลชน" ที่มี หรือเปรียบได้กับ หมากในกระดานหมากรุก คอยปกป้องตนเองจากศัตรู พอได้รับชัยชนะก็จะเหยียบมวลชนเหล่านั้นขึ้นไปสู่อำนาจ...หรือ "กิเลส" ของตนเองนั่นเอง

Saturday, June 16, 2007

เป็นมิตรยามทุกข์ เป็นศัตรูยามสุข...

ไม่มีใคร ไม่หลงมัวเมาอยู่ในอำนาจ และก็ไม่มีใครที่สามารถยิ่งใหญ่เทียมฟ้าได้ตลอดกาล นั่นคือ ส่วนนึงในความเป็นจริงของโลกใบนี้ ใครบ้างล่ะที่จะไม่ชอบการมีอำนาจล้นฟ้าอยู่ในมือ เพราะอำนาจเหล่านั้น สามารถนำพาทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเหล่านั้นต้องการมาอยู่ในมือ ไม่ว่าจะเป็นเกียรติยศ เงินทอง ผู้หญิง หรือแม้แต่ การกำหนดชะตาชีวิตของผู้อื่น...

ส่วนคนอื่นที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของคนอื่น ก็ย่อมที่จะแสวงหาทางหลุดพ้น เป็นไทแก่ตัว รึไม่ก็สร้างอำนาจ เพื่อรอว่าสักวันนึงจะสามารถช่วงชิงอำนาจ จากคนที่อยู่สูงกว่าได้ และได้สิ่งที่ผู้มีอำนาจคนนั้นเคยมีมาไว้เป็นของตัว...

หนทางสร้างอำนาจมีมากมายครับ แต่สิ่งที่ผมจะเขียนวันนี้ก็คือ "การผูกมิตร" การสร้างสัมพันธไมตรีที่ดีระหว่างกันเพื่อช่วงชิงอำนาจที่ว่านี่มา หรือแม้แต่การที่จะ "ช่วยเหลือกัน" จากการถูกกดขี่จากผู้มีอำนาจ...

ในสมัยก่อน หรือแม้แต่สมัยนี้ก็ตาม ผู้ที่มีอำนาจยิ่งใหญ่ล้วนแต่เก่งในการผูกมิตร มีพันธมิตรที่เข้มแข็งคอยช่วยเหลือกันทั้งสิ้น นับว่า "ความสามารถในการผูกมิตร" เป็นคุณสมบัติข้อหนึ่งของผู้มีอำนาจทุกคนทีเดียว...

แม้ว่าการผูกมิตรจะมีคุณประโยชน์มหาศาล แต่มันก็ล้วนมีโทษที่หลายๆ คนคาดไม่ถึงเหมือนกัน นั่นคือ "เป็นมิตรยามทุกข์ได้ แต่ไม่อาจเป็นมิตรยามสุข" เมื่อพันธมิตรสามารถครอบครองอำนาจไว้ได้ ใครล่ะที่ไม่อยากจะได้อำนาจทั้งหมดไว้เพียงผู้เดียว? ใครล่ะที่ไม่อยากจะมีอำนาจเหนือผู้อื่น?...

สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการระแวงกันเกิดขึ้น เนื่องจากผลประโยชน์จากอำนาจมันมากมายเหลือเกิน แต่ที่สำคัญคือ คำว่า "ผลประโยชน์" มันเปลี่ยนแปลงคนเราได้... เหตุการณ์หลังจากนั้นก็คือ การหักหลัง หรือ แทงข้างหลัง คนที่เคยเป็น "เพื่อน" กันนั่นเอง

มาถึงการคบเพื่อนก็เช่นเดียวกันครับ หากต้องการร่วมหัวจมท้ายกันตลอดไป จำเป็นต้อง "มอง" เพื่อนคุณเหล่านั้นให้ออกว่าเขามีลักษณะนิสัยเป็นอย่างไร มีความสามารถ พร้อมที่จะฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่?...

ที่สำคัญคือ จะสามารถร่วมสุขในอนาคตด้วยได้หรือไม่?

การมีเพื่อน มีมิตรมาก คอยช่วยเหลือ ล้วนเป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามก็คือเรื่องนี้...ขอฝากเอาไว้แค่นี้แล้วกันครับ คนเรามองกันยาก หากพลาดพลั้งไปอาจจะทำให้ต้องสูญเสียมหาศาล โดยเฉพาะชีวิตของเราก็อาจรักษาไม่ได้เหมือนกัน...

Wednesday, March 28, 2007

แผนการอยู่ที่คน สำเร็จอยู่ที่ฟ้า...

คำพูดที่สั้นๆ แต่แผงไว้ด้วยความหมายที่ลึกซึ้งพอสมควรเลยที่เดียวกับคำว่า "แผนการอยู่ที่คน สำเร็จอยู่ที่ฟ้า"...วันนี้ก็จะลองมาพูดถึงคำๆ นี้ตามที่ผมคิดกันบ้างล่ะนะ...

คำว่า "แผนการอยู่ที่คน" นั้น พอจะหมายความได้ว่า การที่คนเราจะทำการงานสิ่งใดให้สำเร็จตามเป้าหมายนั้น ขึ้นอยู่กับการวางแผน หากมีแผนงานที่รอบคอบและละเอียดโอกาสสำเร็จก็จะสูง แต่หากไม่มีแผนการโอกาสสำเร็จก็ยังคงมีเช่นเดียวกันแต่อาจจะน้อยกว่า ...หรือ อาจจะหมายความถึงการเลือกใช้คนที่ไปทำงานนั้นๆ ด้วย เช่น เอาช่างไม้ ไปเย็บผ้า ก็คงจะไม่สำเร็จโดยง่าย และ อาจหมายถึงปัจจัยที่มาจาก "คน" เช่น ฉลาด มีความพยายาม อดทน...ซึ่งก็แล้วแต่สถานการณ์ และคนเราจะตีความหมายไป...

ส่วนคำว่า "สำเร็จอยู่ที่ฟ้า" นั้น นอกจากจะหมายถึง ต้องให้สวรรค์เป็นใจ หรือมี"ดวง"แล้ว การที่ทำการใด ก็ต้องอาศัย "โอกาส" ที่ดีด้วย... และคำว่า "ฟ้า" ยังมีความหมายแฝงไว้อีกต่างหาก เช่น หมายถึง ฟ้าฝน สภาพอากาศ เอื้ออำนวย หรือไม่...

สมัยจีนโบราณ คำว่า "ฟ้า" ยังหมายถึง จิตใจประชาราษฎร ผู้นำส่วนใหญ่ล้วนรอคอยโอกาสที่จะเพิ่มอำนาจของตน เช่น สมัยสามก๊ก หลังจากโจโฉ สถาปนา เป็น วุยอ๋อง แล้ว ก็เริ่มมีเสียงตอบรับมาจาก จ๊ก ของ เล่าปี่ และ ง่อ ของซุนกวนด้วยว่าควรสถาปนาเป็นอ๋องตาม และเมื่อ โจผี สถาปนาตนเป็น ฮ่องเต้องค์ใหม่ของราชวงค์แล้ว โอกาส "ฟ้า" ของเล่าปี่ และ ซุนกวน จึงมาถึง จึงสถาปนาตนเป็นฮ่องเต้ด้วยเช่นเดียวกัน โดยของ เล่าปี่นั้น อ้างว่า ไม่ให้ราชวงค์ฮั่น ล่มสลาย จึงอาศัยจังหวะนี้ ตั้งตนเป็นฮ่องเต้แห่งราชวงค์ ฉู่ฮั่น ขึ้น ...ส่วน ซุนกวน ก็อาศัยประชาชนในกังตั๋งที่รักใคร่ในตระกูล ซุน ตั้งตัวเช่นเดียวกัน...จะเห็นได้ว่า ผู้นำ ทั้งสามนี้ก็อาศัยจังหวะเวลาที่เหมาะสมเช่นเดียวกัน...

แต่หากมีแผนการที่รอบคอบแล้ว และเลือกใช้คนที่เหมาะสม แต่แผนการก็ไม่สำเร็จ ก็ถือว่าเป็นดวง ถือว่าเป็นลิขิตฟ้า...ตอนที่ขงเบ้งสู้กะสุมาอี้ตอนนึงนั้น ขงเบ้งเคยต้อนสามพ่อลูกแซ่สุมา ลงหุบเขาโดยที่มีฟางแห้งเตรียมจะจุดไฟเผาให้ตายพร้อมกันสามคนนั้น ในหนังสือบรรยายว่า "สามพ่อลูกสุมาอี้นั้นกอดคอกันร้องไห้ เตรียมที่จะตายเพราะไฟจากแผนการของขงเบ้งอยู่แล้ว แต่ทันใดนั้น ก็ได้มีฝนตกห่าใหญ่ลงมา โดยไม่มีทีท่าว่าจะตกมาก่อน โดยฝนได้ทำให้ไฟดับลง และได้ทำให้น้ำท่วมสูงถึง หนึ่งฟุต" ... ขงเบ้งจึงรำพันกับตนเองว่า "แผนการของตนใกล้จะสำเร็จอยู่แล้ว แต่สวรรค์ไม่ยอมให้พ่อลูกสุมาอี้ตาย ก็คงจะต้องยอมรับ" แล้วขงเบ้งก็จากไปด้วยความเศร้าใจที่ไม่อาจกำจัดสุมาอี้ได้

ซึ่งจากข้อความนี้ก็พอจะสอนให้รู้ว่า นอกจากจะต้องมีแผนการที่ยอดเยี่ยมแล้ว ยังต้องรู้จักอาศัยโอกาสที่ดี แผนการจึงจะสำเร็จ...ดังคำพูดของของซุนวู ที่มีการต่อเติมลงไปว่า...

รู้เขา รู้เรา จักได้ชัยชนะกึ่งหนึ่ง
รู้ฟ้า รู้ดิน จักได้ชัยชนะทั้งมวล

Sunday, March 18, 2007

สงบศึก และ สงบสุข...

วันนี้ผมก็ยังคงมาแปลกเช่นเดิม ในหัวข้อเรื่อง "สงบสุข และ สงบศึก" เนื่องจากอยากชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องใช้สงครามสงบศึก และใช้การปกครองเพื่อให้บ้านเมืองสงบสุข...

คำสองคำนี้มาจากคัมภีร์จีนสมัยโบราณที่ยังมีการสู้รบกันเพื่อชิงความยิ่งใหญ่ และชิงแผ่นดินกัน ทำให้เกิดกลียุค บ้านเมืองระส่ำระสาย ประชาชนต้องเดือดร้อน ขาดความแน่นอนในการมีชีวิตอยู่ จะตายวันตายพรุ่งก็มิอาจจะรู้ได้...

เนื่องจากเป็นคัมภีร์สมัยโบราณ ซึ่ง ไม่เหมาะกับยุค อิสรภาพและเสรีภาพอย่างเช่นทุกวันนี้ แต่เชื่อผมเถอะว่า ลึกๆ แล้วมนุษย์เรามีกิเลสตัณหาอยู่ เพราะฉะนั้นผมจึงไม่เชื่อเลยว่า โลกนี้จะมีคำว่า "สันติภาพ"เกิดขึ้นได้... และเราก็จำเป็นต้องเรียนรู้จากอดีต เพื่อนำมาเป็นบทเรียนและแก้ไขในสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่ทำผิดพลาด...

คำว่า"สงบศึก"นั้น คือ การให้ผู้ที่มีความสามารถ ใช้ความรุนแรง การใช้กำลัง อาจเป็นอาวุธ การทหาร ยึดหลักยุทธศาสตร์และพิชัยสงครามที่พลิกแพลงเพื่อพิชิตและยุติสงคราม...

ไม่มีบ้านเมืองใดในโลกนี้ตั้งแต่อดีตเป็นต้นมา ที่ไม่เคยก่อสงครามเพื่อสร้างประเทศของตนเลย เช่น สมัยกรีก ก็มีการสู้รบระหว่างแคว้นข้างเคียง เอคงความเป็นชนชาติของตนเองไว้ สมัยโรมัน ชาวโรมันก็ต้องลุกขึ้นต่อกรกับทรราชย์ สถาบันกษัตริย์โดย เรมุส-โรมิลุส จนเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ในโลก หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกา เองก็ต้องทำสงครามชิงดินแดน ก่อนที่จะเป็นประเทศมหาอำนาจอย่างทุกวันนี้...

เปรียบได้กับธรรมชาติ ซึ่งหลายๆ คนอาจจะได้ทราบกันดีว่า โลกเราเคยผ่านยุคน้ำแข็งมาหลายยุคแล้ว ยุคน้ำแข็งที่ว่าก็คือการลงโทษโดยธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้สภาพแวดล้อมที่ไม่ดีทั้งหลาย กลับมาสู่ความเป็นปกติ...หากไม่มียุคน้ำแข็งที่ปกคลุม และเสมือนล้างโลกใหม่แล้ว โลกก็คงจะเสื่อมทรามลงกว่าที่เห็นมาก...

ส่วนคำว่า "สงบสุข"นั้น คือ การให้ผู้ที่มีทั้งสติปัญญาและคุณธรรมสูง ใช้กุศโลบายทางการเมืองการปกครอง ปกครองประชาชนให้มีความสงบสุขสืบไป...

หลายคนคงเคยได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับสมัยก่อนที่มีกฎหมายการปกครองที่เข้มงวดมาบ้าง ซึ่งจะยกตัวอย่าง
ถึงบุคคลของจีนท่านหนึ่ง ชื่อว่า ชานยาง ต่อมาได้ตั้งชื่อเมืองเป็นเกียรติกับคนๆ นี้ว่า เมือง เซียงหยาง...ชานยางได้ใช้กฎหมายปฎิรูปของเขาเอง ทำให้ภายในประเทศไม่มีโจรผู้ร้าย ราษฎรทุกคนขยันขันแข็ง มีระเบียบวินัย ข้าวเปลือกเต็มยุ้งฉาง กองทัพเข้มแข็งมีกำลังเกรียงไกร...

แต่ด้วยความที่ ชานยาง เป็นคนที่หยิ่งผยอง สร้างความแค้นไว้กับคนมากมาย ไม่ได้ปกครองบ้านเมืองด้วยคุณธรรม จนเมื่อสิ้นวาสนาเปลี่ยนแผ่นดิน ได้ถูกจับมาลงโทษโดยการใช้ ห้าม้าแยกร่าง...

สรุปแล้ว ต้องใช้สงคราม เพื่อ สงบศึก จากนั้น จึงใช้ผู้ที่มีปัญญาและคุณธรรม ปกครองบ้านเมืองนั้นให้ สงบสุข ต่อไป...

ซุนวู ปฐมาจารย์แห่งพิชัยสงครามจีนนั้น ก็ไม่ได้ต้องการให้มีสงครามฆ่าฟันกัน แต่ด้วยความจำเป็นของยุคนั้น ทำให้ต้องเขียนตำราพิชัยสงคราม 13 บท ให้กับเจ้าเมืองเพื่อนำไปยุติสงครามระหว่างแคว้น...

แต่บ้านเมืองยุคนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปจากยุคโบราณมาก...แต่อย่างน้อยหวังว่าจะได้เห็นคุณค่า คำของคนโบราณ ซึ่งน่าคิด และได้สอนไว้ให้กับคนรุ่นหลัง ได้นำไปคิด ปรับใช้ ให้เหมาะกับยุคสมัยต่อไป...

วันนี้เขียนเครียดนะครับเนี่ย...ทำให้อ่านแล้วไม่สนุกเอาซ่ะเลย...งั้นพอแค่นี้ก่อนแล้วกันครับ...ขอให้ทุกคนที่อ่านมีความสุขครับ...เอิ๊กๆๆ...
By.gazebosky

Friday, March 16, 2007

การหนีคือยอดกลยุทธ์...

รู้สึกว่าช่วงนี้เริ่มร้อนขึ้นมาเรื่อยๆ ตอนกลางวันแทบไม่อยากจะออกไปไหน อยากหาอะไรเย็นๆ ดื่ม เพราะอากาศช่วงนี้มันช่างวิกฤตจริงๆ วันนี้ก็มีข่าวรายงานมาว่า ช่วงนี้ทางด้านขั้วโลกฤดูร้อนมีอุณหภูมิสูงที่สุดในรอบ 127 ปี ตั้งแต่มีการบันทึกไว้ สรุปได้ว่า อนาคตข้างหน้า คนเราคงต้องหาทางคลายร้อนด้วยการแลบลิ้นทิ้งไว้แน่ๆ... ใครจะไปรู้เนอะ...

ฟ้าใสขึ้นบ้างหลังจาก 3-4 วันก่อนหมอกควันไฟป่า ปกคลุม ทำให้เย็นๆ ได้บ้างแต่ก็หายใจไม่สะดวก ส่วนผมน่ะหรือ? ไม่ได้ออกไปไหนกะเค้าเลย วันๆ อยู่แต่ในห้อง นั่งเล่นเกมส์ เล่นเน็ต ฟังเพลงไปวันๆ...เอิ๊กๆ..

อยากจะหาอะไรๆ ที่มันสบายๆ ในช่วงหน้าร้อนทำ แบบที่ชอบๆ ด้วย ก็ไม่รู้จะทำอะไรดี อยากทำอะไรก็ขี้เกียจไปหมด...ว่าแล้วก็หาอะไรมานั่งเขียนดีกว่า เพราะเมื้อวานผมนั่งเขียน blog ลงในนี้ตั้งกะบ่าย 2 พอเขียนเสร็จปุ๊บก็มาดูเวลา อ้าว!!! เวรกรรม 5 โมง ครึ่งแล้วรึ...ว่าไปแล้วมันก็เพลินดี...

หัวข้อวันนี้ก็ยังไม่พ้นอะไรๆ ที่น่าเบื่อสำหรับบางคน แต่ผมว่ามันน่าคิดดีนะ ว่าสมัยโบราณคนสมัยนั้นเค้าคิดกันได้ยังไง...อย่างที่หัวข้อวันนี้ "การหนีคือยอดกลยุทธ์" อยู่ใน 36 กลยุทธ์ที่รวบรวมมาตั้งแต่สมัยจีนโบราณช่วงยุค ชุนชิวนู้น ไม่นานหรอกครับประมาณ เกือบ 770 ปีก่อน ค.ศ. นู้นล่ะ จนเมื่อปี ค.ศ.1947 จึงมีจัดการจัดทำเป็นรูปเล่มขึ้นมาให้คนรุ่นหลังได้รู้กันล่ะ...

สาระสำคัญของกลยุทธ์ก็คือ " หากประสบสภาวะการณ์ที่ไม่สู้ดี และคิดว่าไม่สามารถจะเอาชนะได้แล้วก็ควรจะรู้จักหลบ รู้จักเลี่ยง พึงสู้เมื่อคิดว่าตนแข็งแกร่งกว่า สามารถเอาชนะได้แน่นอน หากรู้ว่าสู้ไม่ได้ก็ควรจะหลบเลี่ยง กลับไปรวบรวมความคิดแผนการณ์ไว้กลับมาสู้ใหม่"


แล้วถ้าหนีเนี่ย จะไม่ถูกดูแคลนว่า ขี้ขลาดหรือ?...ในที่นี้เค้าก็บอกไว้อย่างมีเหตุผลครับ ว่า...

หากถึงสถานการณ์ที่คับขัน ต้องเอาตัวรอดแล้ว จะมีทางออกให้เลือกอยู่ 3 ทางคือ ยอมแพ้, เจรจาต่อรองกัน และ หนี โดยที่...

การยอมแพ้ คือ การพ่ายแพ้อย่างที่สุด ไม่สามารถพลิกเกมกลับมาได้อีก...

การเจรจาต่อรอง เสมือน การพ่ายแพ้ไปแล้วครึ่งหนึ่ง ยังพอจะพลิกเกมได้ แต่ก็ยากเพราะต้องตกเป็นรองอีกฝ่าย ในการเจรจา...

แต่ถ้า หนี ยังสามารถที่จะกลับไปคิดแผน เตรียมตัวกลับมาพลิกสถานการณ์ได้อยู่...

เชื่อไหมครับว่ากลยุทธ์นี้เป็นกลยุทธ์สุดท้าย คืออันที่ 36 จากทั้งหมดของ 36 กลยุทธ์นี่ เป็นเหมือนกลยุทธ์ที่สามารถพลิกสถานการณ์ หากทำผิดพลาดอะไรไปยังสามารถเปิดช่อง สร้างทางรอดให้กับเราเองได้...จะลองยกตัวอย่างบุคคลใน 3 ก๊กให้ลองฟังดูบ้าง...

เล่าปี่ หนีมาตลอดช่วงอายุ 20 ยัน 40 กว่าๆ หนีไปพึ่งคนนู้นคนนี้ เจอคนลอบฆ่า ลอบเอาชีวิตมานับไม่ถ้วน ได้เมืองมาก็โดนคนอื่นเค้าโกงไป เรียกว่าหนีระหก ระเหินไปทั่วเลย แต่พอได้ขงเบ้งมาช่วยงาน ก็กลับมายิ่งใหญ่ได้...

โจโฉ ตอนหนีทัพเรือ ก็หนีแบบไม่คิดชีวิต ยกทัพไปเป็นล้าน แต่เหลือกลับมาไม่ถึง 20 ชีวิต ทิ้งลูกน้องที่บาดเจ็บเอาตัวรอด จนกลับมามีชีวิตสู้กันได้ใหม่...

จริงๆ แล้วปัญหาทุกปัญหาก็ต้องย่อมจะมีทางออกของมัน เพียงแต่เราจะหามันเจอไหม.. เพียงแต่อย่าไปคิดสั้น หุนหันพลันแล่น ตัดสินใจโดยไม่คิดให้รอบคอบ หนีปัญหา...ในที่นี้บอกไว้ว่า "ให้หนีออกไปคิดอะไรๆ ให้ถี่ถ้วน แล้วค่อยกลับมาสู้กับมันใหม่"

สู้ๆ ครับ...เอิ๊กๆๆ


By.gazebosky

Thursday, March 15, 2007

ผลแพ้ชนะเป็นเรื่องที่รู้ก่อนทำสงคราม...

หายไปหลายวันครับเนื่องจากเน็ตล่มอย่างแรง ทำให้เข้ามาเขียน blog ของตัวเองไม่ได้ ให้ตายสิตอนคิดอะไรออก อยากจะเขียนเน็ตดันไม่ดี แต่พอไม่รู้จะเขียนอะไร เน็ตดันลื่นผิดปกติ เวงกรรม...

วันนี้ก็มาในหัวข้อ "ผลแพ้ชนะเป็นเรื่องที่รู้ก่อนทำสงคราม" พอดีได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับพิชัยสงครามของซุนวูและเห็นว่ามีประโยชน์จึงเอามาเขียนแก้เซ็ง...

ซุนวูกล่าวว่า "ผลแพ้ชนะนั้นเป็นเรื่องที่รู้ก่อนทำสงคราม และได้ถูกกำหนดไว้ก่อนแล้วว่าฝ่านใดจะแพ้ ฝ่ายใดจะชนะ หากก่อนรบไม่มั่นใจว่าจะชนะ หรือไม่รู้จะชนะด้วยวิธีใดแล้ว ก็ไม่ควรจะรบ หากดึงดันรบไปก็จะประสบแต่ความพ่ายแพ้"

สำหรับผมนั้นมันค่อนข้างสำคัญทีเดียว เพราะหากผมไม่มั่นใจว่าสิ่งใดจะทำสำเร็จ หรือจะไม่ได้ผลตามที่คาดไว้ ผมจะไม่ลงมือทำเด็ดขาด

เมื่อวานที่ผ่านมานี้ได้อ่านข่าวเกี่ยวกับโจรใต้ที่ได้ฆ่าคนที่โดยสารรถตู้มา ตาย 9 เจ็บโคม่าอีก 2 คน โดย 9 คนนั้นถูกจ่อยิงที่หัวตายหมดทุกคน...หดหู่ครับ...

รัฐบาลเองก็เหมือนกับทำการรบกับโจรพวกนี้ เพียงแต่ใช้วิธีสันติเท่านั้น...แต่ผมก็ไม่รู้หรอกนะว่ารัฐบาลเองมั่นใจว่าจะชนะสงครามนี้ได้อย่างไร หรือยังไม่ได้คิดก็ไม่รู้...ปกติแล้วหากคิดจะทำการอะไรก็ควรจะมีแผนการ รวมทั้งกำหนดการ เวลาที่จะทำสำเร็จ หรือความคืบหน้า...แต่นี่ไม่มีเลย

อีกอย่าง ผมไม่รู้ว่ารัฐบาลจะสมานฉันท์ หรือ สร้างสันติกับโจรพวกนี้ไปเพื่ออะไร เป็นระยะเวลานานกว่า 3 ปีแล้วที่ปัญหาภาคใต้ยังไม่ยุติ...หรือมันมีอะไร ที่พวกเราๆ ยังไม่รู้กันอีก

ซุนวูยังกล่าวอีกว่า "การศึกยืดเยื้อนั้นย่อมไม่เป็นผลดีกับประเทศ และประชาชน" เพราะจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการการทำสงครามมาก ไม่ว่าจะโดยสันติ หรือความรุนแรงก็ตาม... ชาวไทยพุทธตายไปแล้วกี่พันคน แล้วฝ่ายโจรตายล่ะกี่คน ต้องเสียทหารที่ต้องจ้างไป หรือค่ากันดารของข้าราชการชายแดนภาคใต้เท่าไหร่...เงินภาษีคนไทยทั้งนั้นครับ...

รัฐบาลแก้ปัญหาไม่ได้ก็ยังดันทุรังต่อไป อยากสร้างสันติ...แต่ไม่ได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้มันดีขึ้นเลย

เอาล่ะครับ จริงๆ มีเรื่องอยากพูด อยากบ่นอีกเยอะ...แต่ ผมมันก็แค่คนธรรมดาไม่ได้มีอำนาจมากมาย อยากจะทำอะไรก็ทำไม่ได้ ได้แต่พูดเท่านั้น...

หวังว่าประเทศไทยจะสงบในเร็ววัน...
By.gazebosky

Saturday, March 3, 2007

ความสามารถของคนกับการเลือกใช้คน...

มีอยู่ไม่กี่เรื่องที่ผมและเพื่อนเห็นพ้องต้องกัน คือ "เลือกใช้คนผิด คิดจนตัวตาย" เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความสามารถพิเศษที่มีอยู่ในบุคคลซึ่งมีความแตกต่างกัน
"เทพแห่งปัญญา" จูกัดเหลียง ขงเบ้ง ได้กล่าวไว้ใน บท "ความสามารถ" เกี่ยวกับการเลือกใช้ขุนพลของขงเบ้งไว้ดังนี้...

ความสามารถของขุนพลมีมากน้อยแตกต่างกัน...
-ผู้ที่สามารถมองเห็นความผิดชอบชั่วดีภายในกองทัพ และมองเห็นภยันตรายที่จะเกิดขึ้น เป็นที่เคารพเชื่อถือของคนทั้งหลาย นี่คือหัวหน้าคุมพลได้สิบคน
-ผู้ที่ตื่นเช้า นอนดึก ขยันหมั่นเพียรมิว่างเว้น พูดจาระมัดระวัง รอบคอบและแจ้งชัด นี่คือหัวหน้าคุมพลได้ร้อยคน
-ผู้ที่นิสัยซื่อตรง เปิดเผย ยามเผชิญเหตุการณ์ สามารถใช้หัวคิดอย่างรอบด้าน และเป็นผู้กล้าหาญชาญชัย นี่คือขุนพลคุมทัพได้พันคน
-ผู้ที่รูปร่างสง่าผ่าเผย จิตใจกระตือรือร้นตลอดกาล เข้าใจสารทุกข์สุกดิบของไพร่พล เห็นใจความเหนื่อยยากของเขาทั้งหลาย นี่คือขุนพลคุมทัพได้หมื่นคน
-ผู้ที่รู้จักแนะนำหรือเลือกใช้คนที่พร้อมมูลด้วยจริยธรรม และสติปัญญา สุขุมรอบคอบไม่ว่าเวลาใด ซื่อตรงและรักษาสัจจะวาจา โอบอ้อมอารีต่อคนทั้งหลาย สันทัดในการสะสางเหตุการณ์อันสับสน นี่คือขุนพลคุมทัพได้แสนคน
-ผู้ที่ใช้เมตตาธรรมต่อผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นที่เคารพนับถือของแว่นแคว้นใกล้เคียง รอบรู้ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ รู้จักเข้าสมาคม ถือทุกแห่งในพื้นพิภพนี้เป็นเสมือนบ้านของตน นี่คือจอมทัพ ขุนพลแห่งแผ่นดิน

เป็นที่ยอมรับกันว่า งานการใดๆ ก็ตาม จะสำเร็จหรือล้มเหลวขึ้นอยู่กับคน การเลือกใช้คนตามคุณวุฒิของแต่ละคนนั้นพึงถือเป็นบรรทัดฐานที่สำคัญของการเลือกใช้คน

ไม่ต้องแปลกใจที่ ขงเบ้ง นั้นเน้นเมตตาธรรม คุณธรรมนำหน้า เพราะกลียุค 3 ก๊กนั้นบ้านเมืองระส่ำระสาย คนโดยมากหาประโยชน์เข้าตน ลืมความทุกข์ของประชาชน อีกทั้ง ขงเบ้งเองเป็นนักปกครองอย่างแท้จริง มิใช่นักการทหารโดยแท้ หากได้นักการทหารอย่าง "หานซิ่น" (แม่ทัพใหญ่ ผู้กำอำนาจเบ็ดเสร็จทางการทหาร ของปฐมกษัตริย์ราชวงค์ ฮั่น พระเจ้าฮั่นเกาโจว เล่าปัง ผู้ที่ออกรบรวมรวบแผ่นดินฮั่นอย่างเอาชีวิตเข้าแลกตลอดเวลา 10 ปี จนแผ่นดินเป็นปึกแผ่น แต่สุดท้ายก็ "ทำดี ได้โทษ" ถูกเล่าปัง ประหารชีวิต ในข้อหา "เจ้ารบเก่งเกินไป เอาไว้ไม่ได้)แผ่นดินจีนในยุคนั้นต้องตกเป็นของ เล่าปี่อย่างแน่นอน

แต่หลักการใช้คนนั้นมิใช้จำกัดแต่เพียงนำเมตตาธรรมมาใช้เท่านั้น ผู้ยิ่งใหญ่อีก 2 คนในยุค 3 ก๊กคือ โจโฉ และซุนกวน ก็ล้วนแต่มีหลักการใช้คนที่ไม่เหมือนกันเช่นเดียวกัน

"โจโฉ" เน้นความสามารถมาเป็นหลัก ไม่ถือบุญคุณความแค้นส่วนตัว ที่เคยมีกันมา และนี่เป็นส่วนนึงทำให้แคว้นวุยได้ชัยชนะเหนือแคว้นอื่น เนื่องจากมีผู้คนพลัดกันเข้ามาสร้างผลงานไม่ขาด
"ซุนกวน" เน้นใช้คนใกล้ชิด ความไว้ใจ ทำให้เมื่อนานเข้าแผ่นดินง่อก็ล่มสลายในยุคหลานของซุนกวนเนื่องจากขาดคนที่มีความสามารถที่แท้จริง
สุดท้าย"ขงเบ้ง"(ไม่ได้พูดถึงเล่าปี่ เพราเล่าปี่เป็นเพียง คนขายรองเท้าฟางผู้แอบอ้างว่ามีเชื่อสาย เล่า เท่านั้น)เน้นใช้คนมีคุณธรรม มีเมตตาธรรม มีสัจจะเป็นหลัก เมื่อสิ้นขงเบ้งไป จ๊กก็ล่มสลายอย่างรวดเร็วเนื่องจากขาดคนมีความสามารถเข้ามาสานต่อ ส่วนหนึ่งเนื่องจากขงเบ้งไม่ไว้ใจใคร เนื่องจากยังติดใจเรื่องม้าเจ๊ก ยังระมัดระวังเรื่องการใช้คน...

นี่ก็เป็นเกร็ดเล็กๆน้อยๆ + กับบทวิจารณ์ความคิดเห็นส่วนตัวเล็กน้อยของผม...เวลากลับมาอ่านจะได้รู้ว่า นี่ล่ะนะมองไว้ไม่ผิดจริงๆ...สุดท้ายก็ผิดพลาดอีกแล้ว 555+

By.gazebosky