Monday, August 13, 2007

Don't hate me...!!!

วันนี้คงเป็นอีกวันที่ผมจะได้พบกับเธอเหมือนเคย...วันนี้เป็นวันที่เพื่อนๆ จะต้องมาประชุม พูดคุยกัน และแน่นอนเธอต้องมาแน่ๆ ผมมาถึงก่อนเวลานัด เพื่อจะได้มีโอกาสได้มองเห็นเธอเดินมาแบบเป็นธรรมชาติได้สุดๆ..นั่นไงเธอมาแล้ว และผมน่ะก็ต้องมาดักรอทางที่เธอจะเดินผ่านน่ะแหละ...

ผมยืนกอดอก เก๊กอยู่ห้องห้อง เธอเดินผ่านมาเจอผม เธอยิ้มให้ แล้วก็เดินผ่านไป คุยเฮฮากับกลุ่มเพื่อนผู้หญิงของเธอ...ผมอุตส่าห์คิดไปว่า เธอน่ะ จะเดินเข้าหาผม มองหน้าผมแล้วก็พูดทักทาย "เป็นงายบ้างงง" คำพูดที่เธอชอบพูดกับผมเสมอๆ...เฮ้ออ อย่างว่าอ่ะนะ ผมเองเป็นเพื่อนไม่สนิทนี่ หรืออันที่จริง เรียกว่าคนรู้จักกันมากกว่านะ จะให้เธอมาสนิทสนมด้วยมันก็คงแปลกๆ...

มันคงผิดที่ว่า "ผมชอบเธอ" เธอเองก็คงจะได้รับรู้จากสายตาที่ผมมองเธออยู่ตลอด เธอเองก็เลย...ไม่อยากที่จะให้ความหวัง เพราะไม่ได้คิดอะไรกับผมเลยจริงๆ คิดแล้วมันเศร้า...

ระหว่างที่เพื่อนๆ พูดคุย ในเรื่องต่างๆ ผมน่ะ ไม่ได้สนใจอะไรอย่างอื่นเลย ผมเฝ้ามองแต่เธอ ผู้หญิงอะไรที่จะดูดีได้ขนาดนี้ แถมยังทำตัวเองเป็นธรรมชาติ ไม่เคยเสแสร้งกับใคร แต่ถ้าใครไม่รู้จักเธอล่ะก็คงคิดว่าเธอน่ะ ร้ายไม่เบาเลยล่ะ...

ผมต้องคอยหลบสายตาที่เธอจะมองกลับมา เธอคงรู้ตัวว่ามีคนมองเธออยู่เหมือนกัน แต่ผมมันคนขี้เก๊ก จะให้เค้ารู้ตัวโต้งๆ ว่าชอบน่ะ ไม่ใช่สไตล์ผม เพราะยังงี้แหละ แห้วมาหลายทีแล้ว...เอาวะ จะมัวเก๊กอยู่ใย ลุยเลยดีกว่า...ว่าแล้วผมก็ลุกไปชวนเธอคุยทันที

เธอหันหน้ามาฟังผม ผมก็คอยถามนู้นถามนี่ไปเรื่อยๆ เธอก็ยิ้มพร้อมรับคำ ผมแทบหัวใจหยุดเต้น เธอยิ้มเก่งจริงๆ เธอเหมือนจะตั้งใจฟังที่ผมพูด แต่แล้วผมก็แป๊ก!! เอ่อๆ อยู่ต่อหน้าเธอจนได้

เธอเหมือนจะอยากพูดกับผมว่า หมดเรื่องคุยแล้วใช่ไหม เธอมองหน้าผมแล้วก็หัวเราะ พยักหน้าเหมือนกับว่ามีอะไรอีกไหม สุดท้ายเธอก็หัวเราะออกมาเบาๆ...แป๊กจนได้เรา!!

ผมคิดในใจ "เฮ้อ... ป๊อดทำไมวะ" สุดท้ายเธอก็ขอตัวกลับไปหาเพื่อนๆ ของเธอเหมือนเดิม...

ผมถามตัวเองอยู่ในใจว่าเธอจะเกลียดผมรึเปล่าน้า...ที่ผมชอบมาชวนคุย ทั้งๆ ที่เธอไม่ได้อยากจะคุยเลย จะรังเกียจผมรึเปล่านะ ที่คอยตามตื้อแบบนี้ทั้งๆ ที่เธอไม่สนใจ!!..

ผมรอจนการประชุมเสร็จ ผมก็มายืนดักเธอเพราะว่าผมมีเรื่องสำคัญเรื่องนึงที่อยากบอกเธอ...คงคิดว่าผมคงจะบอกรักเธอใช่ไหม...ผิดครับ!!! ผมมันป๊อดดด...!!!

เธอเดินมากับกลุ่มเพื่อนๆ ของเธอ พอมาถึงหน้าผม ผมก็พูดกับเธอว่า "ขอคุยอะไรหน่อยได้ไหม?" เธอก็บอกว่า "ด..ได้ สิ" เพื่อนของเธอเหมือนจะรู้จึงแยกตัวออกไปก่อน (เพื่อนเธอก็เพื่อนผมนั่นแหละ อิอิ)

ผมไม่กล้าสบตาเธอ เธอมองหน้าผม กำลังจะฟังว่ามีเรื่องอะไรล่ะ?

"อะ...เอ่อ คือว่า..." น้ำเสียงผมมันตะกุกตะกัก...ผมล่ะสมเพชตัวเองตอนนี้จริงๆ

"ระ...รังเกียจผมไหม? ที่ผมทำเหมือนตามตื๊ออยู่ยังงี้? เกลียดผมรึเปล่า?"...ในที่สุดผมก็ถามเธอไป...

เธอนิ่งไปซักพัก แล้วก็ตอบโดยไม่มองหน้าผม...

"ก็...ก็ไม่ได้รังเกียจนี่" เธอทำหน้าเฉยๆ ไม่ได้ยิ้มอะไร ผมเดาว่าเธอคงจะตอบไม่ให้ผมต้องเสียน้ำใจ แล้วเธอก็พูดตัดบททันที..."ไม่มีอะไรแล้วใช่ไหม? งั้น...ไปล่ะนะ..." เธอยังส่งยิ้มให้เหมือนเคย แต่ครั้งนี้มันคือยิ้มที่กระชากใจผม เหมือนกับบอกว่า "พอได้แล้ว"

ผมรับคำ ในใจผมยิ้มว่า อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้รังเกียจผมล่ะวะ...

ผมเฝ้ามองจนเธอกลับไป มองจนเธอหายไปลับตาของผม...แล้วก็กลับมาคิดอีกครั้ง ผมรู้ดีว่าเธอน่ะ ถ้าไม่ชอบก็จะบอกว่าไม่ชอบ แต่นี่เธอไม่ได้บอก หรือว่า...? เอาล่ะ แค่เธอไม่รังเกียจผม ผมก็ดีใจแล้ว คำพูดในครั้งนั้นของเธอทำให้ผมยิ้มแฉ่งอยู่คนเดียวไปได้อีกหลายวันเลยล่ะ...

Backstage : เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าจะเขียนตั้งหลายวันล่ะ อยู่ดีๆ มันก็ปิ๊งขึ้นมาในหัว ปิ๊งแบบเป็นเรื่องเป็นราวเลย ไม่เขียนก็คงจะไม่ได้ เพราะผมคิดตามไปว่า เฮ้ยย มันก็ดีนี่หว่า...แต่ว่าหลายๆ วันนี้ผมไม่มีเวลาว่างมากพอที่จะเขียนเลย ก็เลยต้องยกยอดมาวันนี้ ^^ หวังว่าจะสนุกนะครับ...

Friday, August 10, 2007

งานกับห้องแลป...

อาจารย์ของผมเพิ่งโทรหาผมเมื่อไม่นานมานี้เอง อาจารย์โทรมาทวงเรื่องงานที่ได้ให้ผมไปทำเรื่องนึง คือ งานเรื่องตู้รองเท้า...ไปหาวิธีจัดการให้คนในห้องแลปมีตู้เก็บรองเท้าที่เป็นระเบียบ ต่อไปนี้ให้ทุกคนเปลี่ยนรองเท้าก่อนเข้าห้องแลป และไปดูแลเรื่องซื้อตู้รองเท้าใหม่...

ผมได้รับมอบหมายมาได้ซักเดือนนึงแล้วครับ แต่ติดที่ผมสอบ และกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ ก็เลยยังไม่ได้ลงมือประชุม นัดวันที่จะมาจัดการ รวมทั้งเรื่องเก็บเงินด้วย...แต่ผมไปสำรวจราคาตู้ รวมทั้งรูปถ่ายมาเรียบร้อยตั้งนานแล้ว แต่ติดที่ต้องคิดถึงบางเรื่องก่อน

ผมก็เลยรู้ว่า ต้องรีบแล้วนะ ก็เลยรีบไปห้องแลปหาคนที่จะประสานงานให้ผม นัดวันประชุม วันที่จะไปซื้อ วันที่จะไปขัดพื้นใหม่ เพื่อเตรียมจะเปลี่ยนมาใช้ระบบใหม่...ผมไปถึงแต่ปรากฎว่าคนที่ผมอยากให้ประสานงานไม่อยู่ ผมเลยต้องโทรไปหาแทน

ทุกอย่างก็น่าจะเรียบร้อยครับ ฝากพี่คนนี้ให้ประสานงานนัดประชุมเรียบร้อย...แต่จะโอเคไหมผมไม่รู้ แต่รู้ว่าถ้าฝากพี่คนนี้ไปประสานงาน น่าจะโอเค

สิ่งที่ผมหนักใจ สิ่งที่ผมต้องเสียเวลามานั่งคิดก็คือ...นี่เป็นสังคมมหาวิทยาลัย ไม่ใช่สังคมการทำงานจริงๆ!!!

ผมได้ตำแหน่งรองหัวหน้าห้องแลปมา ทั้งๆ ที่ผมเสนอตัวเองเป็นหัวหน้าห้อง แต่ก็ไม่ได้รับเลือก เนื่องจากผมเป็นคนนอกเพิ่งเข้ามาคณะนี้...ผมเองตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงห้องแลปให้มันดีขึ้น จึงเสนอตัวรับตำแหน่งนี้ จริงๆ แล้วผมจะอยู่เฉยๆ ก็ได้ แต่อย่างว่าผมอยากจะทำทุกอย่างให้มันดีขึ้น

ในสังคมมหาวิทยาลัยแล้ว คนที่เป็นหัวหน้า และรองหัวหน้า นั่นคือ เบ๊ ดีๆ นี่เอง!!! แต่ผมทำงานเป็น ผมจะต้องสั่งให้คนอื่นไปช่วยทำงานให้ นั่นแหละครับคือความลำบากใจ...ใครจะช่วยผมในเมื่อในสังคมแบบนี้ หัวหน้า รองหัวหน้าคือเบ๊ ต้องไปจัดการเองทั้งหมด ไม่แปลกใจเลยครับว่าทำไมคนจบสูงๆ ถึงทำงานไม่เป็นกัน...เพราะถนัดแต่ทำงานคนเดียว

คิดดูครับ แค่ตอนแรก ผมน่ะ ขอให้เลขาห้องช่วยไปสำรวจราคาตู้รองเท้าที เพราะเลขาถือเงินไว้ รวมทั้งต้องดูแลเรื่องบิลที่จะไปเบิกงบมาด้วย...แต่เค้าอิดออด จนผมน่ะต้องไปสำรวจราคาเอง รองหัวหน้าต้องลงไปทำงานเองหรอ?...ไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง อำนาจนะครับ แต่ผมน่ะ ต้องมีเรื่องอื่นให้คนอื่นไปรับผิดชอบอีก...

แต่ยังดีที่ไปจัดการเรื่องเก็บเงิน และซื้อรองเท้าได้เรียบร้อย ผมก็โล่งไปเปราะนึงล่ะ ที่เหลือก็แค่นัดวันประชุม โหวตเลือกตู้รองเท้า ขัดพื้น ซื้อตู้รองเท้า จบ...

มาคราวนี้ พี่ที่ผมให้ประสานงาน ก็ทำท่าว่าจะไม่อยากยุ่งอีก บอกว่าทำไมไม่ไปบอกหัวหน้าให้ไปประสานงาน...เอ๊า!!! นี่ตกลงให้ผมไปบอกหัวหน้าอีกทำไม กลายเป็นโยนงานไปให้หัวหน้าอีก หัวหน้าก็ต้องไปบอกคนอื่นอีกแล้วเมื่อไหร่มันจะเสร็จล่ะครับ...

แค่ขอให้ประสานงานให้ ช่วยบอกคนอื่นเรื่องนัดวันประชุม ช่วยกำหนดวันที่จะมาทำความสะอาดห้องให้ที ผมต้องทำเองหมดเลยหรอ...แล้วจะมีหัวหน้าห้อง รองหัวหน้า ไว้ทำไมครับ...มีไว้ให้ทำงานให้หรอ?

ผมน่ะหลงคิดไปว่า ได้รับมอบหมายงานให้มาทำ จะแบ่งงานออกเป็นส่วนๆ ให้แต่ละคนที่ไว้ใจได้ไปรับผิดชอบ ผมแค่จัดการต่ออะไรๆ ให้มันเข้ากันได้เรียบร้อย แค่นั้นเอง...

บอกตรงๆ ว่าเหนื่อยครับ เหนื่อยกับที่ต้องมาเจอสังคมแบบนี้...

เพราะคนคิดว่า ไม่ใช่เรื่องของชั้น อาจารย์มอบหมายงานให้แกทำ แกก็ทำไปสิ ชั้นไม่เกี่ยว!!! จะโยนงานให้ทำก็ไม่ทำให้ เพราะไม่ได้จ้าง ไม่ได้มีผลประโยชน์ด้วย... ก็เลยทำให้พวกนี้ไม่สนใจงานของส่วนรวม สนใจแต่งานของตัวเอง สุดท้าย ทำงานเป็นทีมไม่เป็น

สุดท้ายที่อยากบอก..."อย่าให้คนเขาว่าได้ว่าจบมาตั้งสูงแต่ทำงานไม่เป็น"...เจ็บนะครับ จะบอกให้

Thursday, August 9, 2007

A day, with a sleepless night

ดึกดื่นคืนนี้ ฉันไม่ข่มตานอน มัวนั่งฝันละเมอลอยๆ อาจเพราะฉันอยู่กับตัวเองมากเกินไป หรือมันเป็นที่ท้องฟ้า ในคืนนี้มันไม่มีดาว ไม่มีดวงจันทร์ ค่ำนี้มีแต่เพียงฉัน มันช่างเหงา...จับใจ

ได้แต่ฝันคนเดียว ได้แต่เหงาคนเดียว...เรื่อยไป...

แค่คิดถึงเธอ อยู่ดีๆ มองดาวมองฟ้า น้ำตาก็ไหล ไม่ได้ถามตัวเองมันเหงา มันเป็นอย่างนี้ทำไม แต่ไม่ผิดใช่ไหม...แค่คิดถึงเธอ

ดึกดื่นคืนนี้ ฉันก็อยากจะนอน หลับไหล ลืมว่าใจฉันนั้นมันเหงา เหงาขนาดไหน ลืมหน้าใครบางคน แต่ก็เหมือนดังเคย มันไม่เชื่อกันเลยหัวใจ...

คืนนี้ไม่มีเธอ เพิ่งจะรู้ ว่าเจ็บเพียงใด คืนนี้ช่างยาวนาน ยังไม่รู้จะผ่านไปได้ไหม?...

ฉันไม่มีเธอ ในคืนนี้ ฉันไม่มีใคร เมื่อความรักยังไม่จางหาย แต่ความรักกลับมาทำร้าย...ในคืนนี้ ฉันไม่เหลือใคร ...ในคืนที่ไม่มีเธอ...

รอเช้าของวันใหม่ วันพรุ่งนี้ ความเจ็บคงจาง รอ รออยู่เท่าไหร่ ยิ่งอ้างว้าง ในใจมีเพียงเธอ...

...

Editor note : สำหรับหัวข้อนี้ก็เป็นการนำเพลงของวงดนตรีอินดี้ที่ผมชอบ วง Portrait เพลง "คืนที่ไม่มีเธอ" กับ "แค่คิดถึงเธอ" มาเขียนเองตามอารมณ์พาไปกับ กับค่ำคืนที่หลายๆ ครั้งผมต้องมาคิดอะไรเงียบๆ อยู่คนเดียว

แม้จะเป็นเพลงเก่า แต่มันก็กินใจผมเสมอ โดนเฉพาะช่วงเวลาที่เหงาๆ ที่ล่ะ โดนนัก ^^

Wednesday, August 8, 2007

รับ ไม่รับ รัฐธรรมนูญปี 50?...

ตอนนี้ก็ใกล้จะถึงวันที่คนไทยที่มีสิทธิ์จะไปใช้สิทธิ์เพื่อเลือกที่จะ "รับ" รึ "ไม่รับ" ร่างรัฐธรรมนูญปี 50 นี้ซึ่งร่างมานานพอสมควรแล้วเชียว ในวันที่ 19 กันยา นี้เอง...

ฝ่ายรัฐบาลก็พยายามที่จะรณรงค์คนให้ไปใช้สิทธิ์รับร่างฯ ในครั้งนี้ แถมมีแอบให้ลงประชามติว่า "รับ" อีกตะหาก...เพราะบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้สิทธิ์กับประชานมากขึ้นกว่าเดิมอีกนะ แถมมีข้อดีสุดๆ ทำให้ผมนึกถึงโฆษณาทาง ทีวีไดเร็คจริงๆ (ฮา)

ฝ่ายแอ๊บแม้ว และผ่ายต่อต้านเผด็จการก็ออกมาเคลื่อนไหว "ไม่รับ" ร่างด้วยเหตุผลต่างๆ นานา โดยข่าวล่าเร็วๆ นี้ก็บอกว่าที่ จ.บุรีรัมย์ มี ส.ส. มาเอี่ยวให้คนไม่รับร่างนี้ด้วย...พยายามจะคว่ำร่างฯ นี้ให้ได้...

แล้วคุณล่ะจะเลือก "รับ" หรือ "ไม่รับ" ร่างนี้หรือไม่?...เพราะอะไร?

สำหรับผม ได้เปิดอ่านคร่าวๆ แล้วเล็กน้อย เล่มหนาพอสมควรเหมือนกัน...ก็เลยไม่รู้รายละเอียดมากหรอกครับ แต่ผมน่ะเลือก "ไม่รับ" อยู่แล้ว...ไม่ว่าร่างฯ นี้จะดียังไงก็ตาม

มันคงตลกมากๆ นะครับ ถ้าเลือกที่จะ "รับ" ร่างฯ ที่ถูกร่างมาจากรัฐบาลเผด็จการเพื่อมาใช้กับประเทศระบอบประชาธิปไตย...

อีกอย่างผมก็ไม่เห็นว่า ร่างฯ นี้จะให้สิทธิ์ประชาชนเพิ่มขึ้นแค่ไหนเลย ในเมื่อประชาชนยังคงมีอำนาจอยู่แค่วันเดียว คือ วันเลือกตั้ง หรือไม่จริงล่ะครับ (ฮา)...

Sunday, August 5, 2007

ชีวิตผู้ชายเริ่มต้นที่ 30?

ผมได้ยินคำๆ นี้บ่อยมากเลยครับ รู้สึกเหมือนกับว่า คนที่พูดเนี่ย ไม่เป็นผู้ใหญ่เอาซ่ะเลย ทั้งๆ ที่ส่วนใหญ่เรียนจบตอนอายุ 22-23 กันทั้งนั้น แล้วนายเอาเวลาส่วนที่เหลือไปทำอะไรน่ะ?

คิดดูนะครับว่าชีวิตคนเราก็แสนสั้น ผู้ชายก็เฉลี่ยแค่ 66 ปี ผู้หญิงมากกว่านั้นนิดหน่อย ตกลงเริ่มกันตอน 30 เลยหรอ? ไม่รู้สิ ผมว่าเหมือนกับการที่มีข้ออ้างว่า เฮ้ย ชั้นยังไม่พร้อม ขอตั้งตัวก่อนเถอะ...

ส่วนตัวผมเองคงเริ่มซักประมานนั้นแหละครับ ไม่ใช่ว่าใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยนะ แต่กว่าจะเรียนจบนี่ก็คง 30 แล้ว เฮ้ออ...คิดดูสิครับ ผมยังคิดว่านี่ตูเหลือเวลาแค่ 35-36 ปีเองเหรอเนี่ย สั้นจัง!! (รึอาจจะตายก่อน)

แย่ๆ ครับ ยังมีอะไรๆ ต้องทำอีกตั้งเยอะ ผมคิดๆ ไว้ว่าชีวิตนี้ทำ 2 อย่างนี้ให้ดีที่สุดล่ะ...

อย่างแรกก็คือ...ต้องสร้างชื่อเสียงวงศ์ตระกูลให้มากที่สุด ผมเกิดมาเพื่อสิ่งนี้จริงๆ นะ(ว่าไปนั่น)เพราะว่าปู่ผม ตั้งชื่อให้ไว้ เพื่อให้ระลึกอยู่เสมอว่า "วงศ์ตระกูลเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด" สิ่งนี้มันก็อยู่ในชื่อของผมด้วยล่ะ

อย่างที่สอง...เพื่อผู้หญิงที่ผมรักที่สุด มีครอบครัวที่อบอุ่นนะ อันนี้น่ะ อาจเป็นปมของผมตั้งแต่เด็กแล้ว เหมือนพ่อแม่ผมจะไม่ได้รักกันจริงๆ แต่ท่านดีทั้งคู่นะ เป็นตัวอย่างที่ดีในการเลี้ยงลูก การมีครอบครัวที่อบอุ่นเลยล่ะ...ผมก็เลยคิดว่า จะต้องหาผู้หญิงซักคนที่ผมรักจริงๆ แล้วก็ให้ความสุขกับเธอ กับลูกๆ ให้ดีที่สุดเลย...พาไปเที่ยวรอบโลกเลยดีม่ะ..555+ จริงมีหลายที่ในโลกมากเลยนะที่อยากจะพาไป...

คิดดูสิผมจบก็ 30 แล้ว งี้ก็เหลือเวลาอีกนิดเดียว จะทำสองอย่างนี้ได้ดีไหมน้า...ผมเนี่ยเป็นคนชอบคิดไกลไปจริงๆ แต่จะให้มาคิดกันวันต่อวัน อันนี้ก็ไม่ไหวน่ะ...

สรุปชีวิตผมก็คงเริ่มที่ 30 จริงๆ แหละ ทั้งที่ใจจริงแล้ว อยากจะแต่งงานซัก 26 มีชีวิตที่มีความสุขไปตลอดเหมือนเทพนิยาย 555+ Happy Ending แล้วก็จบ แต่นี่ชีวิตจริงนี่นะ...ก็ต้องสู้กันต่อไป เอิ๊กๆๆ

Saturday, August 4, 2007

เพลง จะทำอย่างไร --- Ost.เลือดในดิน

เพลงประกอบละครเลือดในดิน ที่กำลังฉายอยู่ทางช่อง 7 นี่เองครับ ทุกวันพุธ พฤหัส..เซ็งอย่างเดียวที่พระเอกรวยไม่พอ ยังหล่อเลือกได้อีก เฮ้อออ น้ำเน๊า น้ำเน่า...

ก็ประมาณว่า รักพี่เสียดายน้อง ไม่รู้ว่าควรจะเลือกใครดี เอาเป็นว่าให้ฟ้าเป็นผู้ลิขิตเองแล้วกัน ยังไงๆ ...วันนึงก็ต้องตัดสินใจเลือกใครแค่คนเดียว...เพราะใจมีแค่ดวงเดียว...

*ไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่รู้ว่าควรเลือกใคร
ฟ้ามีคำตอบให้ฉันไหม ว่าใครที่ควรคู่กัน
หากเลือกใครไปก็เสีย หากเสียใครไปก็ช้ำ
ถึงทำไม่ลงตัดใจไม่ได้ แต่ในสักวันฉันต้องตัดสินใจ


เมื่อใจมีหนึ่งดวงเท่านี้ รักที่มีเผื่อไว้ให้เพียงผู้เดียว
(*)
ยอมชะตาให้ฟ้านำทางใจ โปรดเลือกให้ได้ไหมแค่เพียงรักเดียว
(*)
ถึงทำไมลงตัดใจไม่ได้ แต่ในสักวันฉันคงต้องเลือกใคร


























Thursday, August 2, 2007

ผมเป็นคนคิดมาก...

แย่จริงๆ ครับที่เป็นแบบนี้ นี่ก็เขียนบ่นๆ ไปในบล็อกนี่หลายรอบล่ะ ไม่แปลกใจเลยที่ใครว่าว่าเป็นคนย้ำคิดย้ำทำ...เฮ้ออออ ลำบากใจครับ...

ผมชอบกังวลกับเหตุการณ์อะไรที่มันเล็กน้อยที่สะกิดใจผมอยู่เรื่อยเชียว มีอะไรนิดหน่อยเข้ามาก็กลับไปคิด ไปกลัวมันซ่ะแล้ว...ตอนนี้ก็กลัวไม่ได้ทุนเรียนต่อเอก ได้เป็นอาจารย์ อันนี้กลัวจริงๆ ครับ ทั้งๆ ที่ผมเพิ่งเข้ามาเรียน ป.โท ได้แค่ 2 เดือนเอง!!!

บางที่แค่วลีสั้นก็ทำให้ผมรู้สึกเป็นทุกข์ได้เหมือนกันนะ ทำให้เข้าใจผิด ทำให้รู้สึกท้อใจอย่างบอกไม่ถูก รวมทั้งการกระทำ พฤติกรรมที่แสดงออกมามันทำร้ายผมได้อย่างแรงเลยล่ะ แต่ถ้าอะไรๆ มันไปได้สวยล่ะก็ผมคงยิ้มแฉ่ง มีความสุขไปอีกหลายวันเลยล่ะ...

ผมก็รู้ว่าชีวิตต้องผ่านอะไรอีกตั้งเยอะตั้งแยะ แต่มันก็ไม่ผิดใช่ไหมที่อยากจะทำให้ทุกอย่างมันดีอย่างที่เราคิดไว้ พอไม่เป็นไปอย่างนั้น พอมีท่าทีว่า เฮ้ยย มันจะไม่ใช่นะ ก็รู้สึกไม่ดีซ่ะแล้ว...

ตอนนี้อยากอยู่คนเดียวครับ อยากเอาเวลามาคิด มาจริงจังกับชีวิต ให้มันมากกว่านี้ ทุ่มเทให้กับมันอย่างเต็มที่ มีชีวิตอิสระเหมือนอย่างเมื่อนานมาแล้วว อาจเหงาหน่อย แต่ก็โล่งใจ

บางทีมันอาจจะทำให้รู้สึกดีขึ้นบ้างก็ได้ครับ ถ้าได้ให้เวลากับตัวเองบ้าง...