Friday, April 20, 2007

เศรษฐศาสตร์กับเกม...

วันนี้ก็จะลองมาพูดถึงหัวข้อที่ผมกะลังให้ความสนใจกับการค้าขายในเกมกันบ้าง แต่มันไม่ได้ไร้สาระหรอกนะครับ มันกลับได้ใช้ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ที่ได้เรียนมาเหมือนกันนะ จริงๆ มันอยู่ที่มุมมองของเรานะครับ ว่าเราจะมองมันให้เกิดประโยชน์ได้ยังไง...

เรื่องของเรื่องก็คือ ผมทำสิ่งของชิ้นนึงขึ้นมาขาย สมมติว่ามีต้นทุนที่ถูกที่สุด เท่ากับ 10080 และมีต้นทุนที่แพงที่สุดเท่ากับ 17280 นะครับ และผมจะขายในช่วง 17000 - 17500 แต่จริงๆ แล้วเท่าที่ผมคำนวณจากประสบการณ์ที่ขายมาเนี่ย น่าจะได้กำไรประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ได้ เพราะลงทุนประมาณ 2 ล้าน ได้ 3 ล้าน ก็ได้กำไรมา 1 ล้านก็นับว่าคุ้มค่าทีเดียว....

แต่ผมต้องเสียเวลาผลิตประมาณ 30-40 นาทีต่อของประมาณ 180 ชิ้น ซึ่งมีต้นทุน 2 ล้าน แต่สามารถทำให้ผมได้เงินจากการขาย 3 ล้าน ซึ่งได้กำไร 1 ล้านนั่นเอง อีกทั้งของชิ้นนี้มีการผลิตที่ไม่จำกัด แล้วแต่ผมจะทำได้ ไม่ได้เป็นของแพงหายากว่างั้น

ซึ่งผมก็ต้องมาคิดเรื่อง Demand-Supply ของสินค้าแล้วก็ผมว่า เรื่อง ซัพพลายน่ะ ค่อนข้างไม่จำกัดแล้วแต่ผมจะตีได้เท่าไหร่ ส่วนเรื่องดีมานด์คนซื้อจะซื้อไปตี + ของให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ถือว่าเป็นการเล่นกับความเสี่ยงว่างั้น คนซื้อสามารถเพิ่มราคาให้กับสินค้าของตัวเองได้ จากสินค้าของผม โดยอาจให้ค่าตอบแทนสูงลิ่ว รึ เจ๊งได้เลย

อีกอย่างผมคิดแล้วว่า จะค้าขายของนี้จะได้กำไรดี และดีมานด์ตอนแรกๆ ก็ค่อนข้างดีด้วย แบบว่าวางปุ๊บ หมดปั๊บ ในช่วงแรกๆนะ... แต่ผมไม่ชอบเสี่ยงหรอกนะ ผมชอบอะไรๆ ที่ได้แน่นอน มากกว่า...

ในตลาดน่ะ ก็ไม่ได้มีคนขายเจ้าเดียว มีอีก 3-4 เจ้าทีเดียว ถึงแม้ว่าต่างคนต่างคิด แล้วบังเอิญมาขายเหมือนกันก็ตาม แต่ก็ถือเป็นคู่แข่งกัน ผมจึงเริ่มมีปัญหา อีกทั้งไม่ได้เหมือนชีวิตจริงว่าเราสามารถจดสิทธิบัตรการค้าให้เป็นของเรา จะสามารถผูกขาดได้อีกด้วย...

ปัญหาของผมก็คือ ทำอย่างไรให้ขายของออกไวที่สุด และได้กำไรดีที่สุด?

ผมเคยได้อ่าน ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มานิดหน่อยว่า "การค้าขายในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคนั้น กำไรในระยะยาวจะเป็นศูนย์"...ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น...

ก็เพราะว่า พอมีคนอื่นเห็นว่าสินค้าชนิดนี้ทำกำไรงาม ก็จะทำตามบ้าง จนมีผู้ผลิตเข้าแข่งขันกันมากมาย โดยใช้กลยุทธ์ต่างๆ เข้ามาช่วย เช่นตัดราคาขายถูกกว่า ลดแลกแจกแถม ส่งชิงโชค ฯลฯ...ยกตัวอย่างง่ายๆ เลยก็คือ น้ำชาเขียวนี่แหละ เจ้าแรกที่ผลิตชาเขียวบรรจุขวดเนี่ย คือ ยูนิฟ ใช่ไหมครับ พอชาเขียว บูม โออิชิ ก็เข้ามาบ้างกลายเป็นว่าขายดีกว่าอีก ด้วยกลยุทธฺแจกฟ้าผ่า 30 ล้าน คิดดูแล้วกันว่า ชาเขียวขวด 20 บาท แต่แจก 30 ล้านได้ เค้าจะได้กำไรจากการขายเท่าไหร่ เท่านั้นไม่พอยังมีเจ้าอื่นเข้ามาทำอีก แล้วยังงี้ผู้ผลิต ซัพพลายน่ะ มีเยอะ แต่ในขณะที่คนกิน ดีมานด์มีจำกัด และขยายตัวช้ากว่า กำไรจะไม่เป็น 0 ได้ไงครับ ในระยะยาวนะ....

กลับมาที่เกมบ้าง เนื่องจากคนขายของมีเยอะขึ้น จึงกลยุทธ์ง่ายๆ แบบไม่ต้องคิดเข้ามานั่นก็คือ "การตัดราคา" เป็นกลยุทธ์ที่ทำง่าย และให้ผลดีมากๆ ในระยะนึง แต่มันเข้าเนื้อตัวเองนี่สิ แต่จะเอายังไงล่ะครับ ในเมื่อ ซัพพลาย แทบไม่จำกัด ก็ตัดราคาไปเรื่อยๆ สิ ในขณะที่ดีมานด์ จะเริ่มน้อยลง จนถึงอิ่มตัว

อย่าลืมครับว่ามันไม่ใช่สินค้าที่มีดีมานด์สูงลิ่ว แต่ซัพพลาย ต่ำ เหมือนน้ำมันนะครับ แล้วยังงี้จะแก้ไขปัญหาอย่างไร ยังงี้แนวโน้มก็จะขายถูกลงเรื่อยๆ จาก 17500 17000 16500 จนลดเหลือ เท่าทุนเราควรทำอย่างไร...

สิ่งที่ผมทำก็คือ "การฮั้วราคา" แต่ในชีวิตจริง ผิดกฎหมายนะครับ แต่ผมไม่ได้ไปบอกเค้าหรอกนะว่า เฮ้ยย ขายเท่าๆ กันได้ไหม หรือ จะตัดราคาทำไม ผมใช้วิธีการ "ส่งสัญญาณการฮั้วราคา" ให้อีกฝ่ายรับรู้ โดยไม่ต้องเจรจาอันนี้ผมได้อ่านกลยุทธ์นี้มาจากหนังสือ "ทฤษฎีเกม" นะครับ กลยุทธ์ที่ว่าทำอย่างนี้...

อย่างแรกคือ ต้องไม่ตัดราคากันเอง ตอนแรกจะต้องพยายามขายให้มีราคาเท่ากันก่อน ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ถ้าอีกฝ่ายฉลาดเค้าจะรู้เองว่า เราอยากให้ขายในราคานี้ เค้าก็จะไม่ตัดราคาเรา และที่สำคัญจะไม่ลดราคาไปกว่านี้ด้วย เท่านี้ราคาตลาดก็จะค่อนข้างคงที่ วิธีต่อมาคือ เพิ่มราคาขึ้นเรื่อยๆ ทีล่ะนิด ให้อีกฝ่ายรู้ตัว และฮั้วขึ้นราคาตามไปเรื่อยจนเหมือนผูกขาดทางการค้าไว้ วิธีนี้จะสามารถใช้ได้ดีหากเป็น เจ้าของสินค้ารายใหญ่ทั้งคู่ แน่นอนครับ ผมเลือกคนที่ขายของเยอะแบบผมนั่นเอง ซึ่งผมก็ประสบความสำเร็จในกาน "ผยุงราคา" ไม่ให้ตกได้

แต่วิธีนี้ก็ใช้ไม่ได้ผลกับทุกคนนะครับ บางคนที่ไม่ยอมเป็นพันธมิตรกับเรา ไม่สนใจโลก หรือ ไม่รู้เรื่อง จะตัดราคาให้ขายให้ออกลูกเดียว ยังงี้ก็มีปัญหาอีก แต่โชคยังดีที่ส่วนใหญ่จะเป็นพวกรายย่อย และปะมาณผ่านมาขายเท่านั้นเอง...

แต่หากคิดกลับกันหากเราเป็นผู้ค้ารายย่อย ขายสินค้าแบบเดียวกัน เหมือนกัน ไม่มีเรื่องแบรนด์เข้ามาเกี่ยวข้อง จะทำไงให้ขายออกล่ะ ... ผมก็ยังเสนอ "การตัดราคา" ครับ เพราะเป้าหมายเราคือ ขายของให้ออกไวที่สุด ไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องปริมาณของคนอื่นเลย ขายถูกเข้าว่า ยอมได้กำไรน้อยกว่านิดนึง อีกทั้งคงจะไม่มีเวลามาวางขายของนานๆ แน่ สู้ขายจำนวนน้อยๆ นี้ออกให้หมดจะดีกว่า ยังงี้ การตัดราคาน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในความคิดผม...

แต่การตัดราคานี้ใช้ไม่ได้ผลมากนักกับชีวิตจริงๆ นะครับ ผู้ค้ารายเล็ก ค่อนข้างเสียเปรียบอย่างหนักกับผู้ค้ารายใหญ่มากทีเดียว เพราะจะมีปัจจัยอื่นๆ มาเกี่ยวข้อง เช่น แบรนด์เนม ความสะดวกสบาย ยกตัวอย่างเช่น ร้ายโชว์ห่วย กับเทสโก้ โลตัส นี่เอง สังเกตว่าพอมีห้างยังงี้เกิดขึ้น คนแทบจะแห่ไปซื้อในห้างกันหมด แล้วร้านโชว์ห่วยจะทำยังไง...

การตัดราคาตัวเอง ยิ่งเป็นทางออกที่ไม่ดีมากๆ เนื่องจากห้างเป็นร้านค้าส่ง ในขณะที่ร้านโชว์ห่วยเป็นร้านค้าปลีก ต้นทุนมาก็ต่างกันแล้ว ธรรมดาๆ ห้างก็ขายถูกกว่า ยิ่งตัดราคาก็ยิ่งแย่ครับ อย่างนี้จะทำยังไงต่อ ผมก็คงบอกว่า ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน จริงๆ มันเป็นปัญหาระดับชาตินะครับ เรื่องนี้ เรื่อง "ร้านค้าส่งต่างชาติ" เนี่ย

สำหรับกลยุทธ์ใดๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถใช้ได้ดีเสมอไปนะครับ บางทีเราต้องรู้จักคิดประยุกต์ใช้มันให้เข้ากับสถานการณ์ให้ดี อีกนิดนึง...อยากจะให้คิดว่า ความรู้ที่เราร่ำเรียนมาอย่าคิดว่า จบไปแล้วค่อยไปเรียนรู้ใหม่ หรือเรียนไปก็ไม่ได้ใช้นะครับ จริงๆ แล้ว มันอยู่ที่ตัวเราว่า จะดึงมันออกมาใช้เมื่อไหร่ ยังไง หรือรู้จักใช้ให้มันเกิดประโยชน์ยังไงนะครับ...

ยังมีอีกเรื่องนึงที่ผมอยากรู้ และอยากเอามาพูดถึงคือเรื่อง "การปั่นราคาสินค้า" นับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ ใครที่มีความคิดดีๆ สามารถแลกเปลี่ยนกันได้นะครับ หรือถ้าผมคิดออก มีความคิดดีๆ จะเอามาเล่าให้ฟังบ้างครับ...

หน้าร้อน...!!!

นี่ก็ใกล้จะเข้าสู่วันที่จะร้อนที่สุดของรอบปีแล้วนะครับ น่าจะอยู่ในช่วงวันที่ 20-30 เมษายนนี่เอง ต้องรอดูว่ามันจะร้อนวิบัติขนาดไหน แต่ที่แน่ๆ คือมันน่าจะอยู่ในช่วงวันเกิดของผมนี่เองแหละ...

แล้วซัมเมอร์นี้คุณทำอะไรบ้างล่ะ นี่ถ้าผมอยู่กรุงเทพนะ หลังเลิกงานคงต้องออกไปเดินห้างเป็นงานอดิเรกแน่ๆ แต่ตอนนี้ไม่ได้ทำงานแล้ว อยู่แต่ในบ้าน ตากแอร์เย็นๆ มีความสุขดี...

แน่นอนว่ามันไม่มีอะไรทำก็ต้องเล่นเกมพวกออนไลน์อย่าง Granado Espada ที่ผมกะลังเล่นอยู่ รึอาจจะเป็นพวกเกมออฟไลน์ที่ได้มาจากเพื่อน Rome Total War ซึ่งตอนนี้ผมก็เริ่มขี้เกียจเล่นเพราะมันเป็นเกมสงคราม ต้องใช้ความคิดมาก เล่นแล้วเครียด ว่างั้น...

คิดถึงเกมออนไลน์เกมแรกที่เคยเล่นนั่นก็คือ Ragnarok ที่ผมเล่นกับเพื่อนๆ ตอนสมัยอยู่ปี 1 ปี 2 นู้น แถมเล่นนานซ่ะด้วยตั้ง 2-3 ปี จนเกมมันเริ่มทรุดลงไปเรื่อยๆ เลยเลิกเล่น...แต่ความสนุกปนทุกข์ของมันก็ต้องตอนแรกๆ แหละครับ เพราะทุกคนเกิดมาตัวเปล่าเปลือยกันทั้งนั้น ต้องเก็บเลเวล ต้องหาเงินกันเอง...

จะว่าไปเกมออนไลน์เนี่ย มันก็คือสังคมจำลองชีวิตจริงนะ ต้องมีการค้าขาย แลกเปลี่ยนพูดคุย ร่วมมือกัน ถึงจะอยู่รอด ประมาณว่าคุณจะเล่นเกมออนไลน์คนเดียวไม่ได้ว่างั้น...ตอนแรกๆ เกิดมาก็ต้องไปตีพอริ่งตัวสีชมพู เก็บ Jellopy อันละ 2 Zeny (หน่วยเงินในเกม)คิดดูว่าเอาไปขายเมื่อไหร่จะรวย

ในเมืองก็เริ่มจะมีคนค้าขายกัน คิดดูครับว่าพ่อค้าที่เค้ารวยๆ กันได้เนี่ย เริ่มมาจากการค้าขาย เรดโพชั่น (น้ำยาเพิ่มพลังชีวิต) โดยได้กำไรขวดล่ะ 1 Zeny ขายได้ทีละ 400 ขวด นั่งขายกันทั้งวัน ก็เป็นอะไรๆ ที่สอนเราเหมือนกันนะครับว่าเงินน่ะหายากเหมือนกัน

รวทั้งในเกมก็ยังมีทั้งคนดี และคนไม่ดี บางคนก็สร้างตัวละครมาโกงกันหน้าด้านๆ ถือว่าจับไม่ได้ แต่บางคนก็นิสัยดีน่าคบ จนเป็นเพื่อนกันจริงๆ ก็มี...ยังนึกถึงตอนขายวาปไปที่ต่างๆ ในโลกแร็คนารอคครั้งล่ะ 1000-2000 ก็ได้กำไรไม่น้อย แต่มีต้นทุนประมาณ 400 เซนนี แต่ก็พอจะทำกำไรให้กับอโคไลท์ (อาชีพนักบวช สามารถใช้เวทมนตร์รักษาชีวิตได้)ใครไม่เคยเล่นก็คงจะไม่รู้หรอกครับว่าอาชีพนี้มันรันทดขนาดไหน ไปไหนมาไหน ก็มีคนมาขอฮีลแถมไม่ขอดีๆ ด้วย ชอบพูดว่า "ฮีลเด่ะ เด๊วปั๊ดเหนี่ยวเลย" เหมือนทาสยังไงไม่รู้ แต่พอเปลี่ยนอาชีพเป็น บาทหลวงแล้วสิ พูดจาเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้าเลย "ฮีลหน่อยครับ นะครับ" โห อะไรจะขนาดนั้น...

ก็ยังมีอีกหลายๆ อย่างที่เป็นความทรงจำทั้งที่ดี และไม่ดี รวมทั้งยังใช้เวลาให้หมดไปกับความสนุกได้อย่างดี...หน้าร้อนหลายๆ คนอาจไปเที่นวทะเล พักร้อน นอนเล่น รึทำงานตัวเป็นเกลียว แต่สำหรับป๋ม คงเล่นเกมล่ะครับ อิอิ...

Thursday, April 19, 2007

เพลง ไม่กลัวใครหน้าไหน --- Instinct

ไม่รู้เป็นไง พอได้ฟังเพลงนี้แล้วรู้สึกฮึดขึ้นมายังไงก็ไม่รู้สิ กับเพลง "ไม่กลัวใครหน้าไหน" ของวง Instinct ที่ชื่อใหม่ แต่จริงๆ แล้วก็คือนักร้องนำวง Girls เก่านี้เอง เพราะฉะนั้นเรื่องน้ำเสียงนั้นหายห่วงได้เลย...
เนื้อเพลงก็ประมาณว่าถ้ารักแล้วกลัว ป๊อด!!! จะรักไปทำไม ยังงี้ต้องสู้ต้องเสี่ยงดูสักตั้งล่ะ แถมยังมีทิ้งท้ายไว้อีกว่า ไม่กลัวใครหน้าไหน เพราะใจไม่มีหวั่นไหว สู้ตายว่างั้น แต่อะไรจะมั่นใจขนาดนั้น แต่หนทางมันยาวไกล แถมมีอุปสรรคอีก เอาล่ะสู้ต่อไป ไอ้มดแดง... -*-
เอาล่ะครับตื้อเท่านั้นที่ครองโลกนะ จำเอาไว้ อิอิ...
ปล. จริงๆ ผมก็กลัวนะครับ ไม่มั่นใจขนาดนั้นหรอกว่าไม่กลัวใครหน้าไหน นี่ก็แช่งอยู่ทุกวันอยู่แล้ว ใครจีบตาย!!! อิอิ
ศิลปิน : Instinct
เพลง : ไม่กลัวใครหน้าไหน
จะต้องลำบากสักแค่ไหน จะขอไปด้วยใจที่มี
เมื่อเธอนั้นอยู่ที่ปลายฟ้า และเธอก็ไม่ลงมาซักที
จะปล่อยให้ใครต่อใครนำ ให้มากัน ให้มาขวาง มันคงไม่ดีเท่าไหร่
ยิ่งมัวแต่กลัวเธอยิ่งไปไกลทุกที เป็นอย่างนี้ เห็นทีต้องขอวัดใจ จะฝ่ามันไปให้ถึง ...
* และมันจะเจ็บแค่ไหน จะสู้ต่อไปให้เจอ
แม้รู้ทั้งรู้เธออยู่ไกล รักแล้วให้ทำไง ไม่อยากมีเธอไว้แค่เพ้อ
จะไม่กลัวใครหน้าไหน เมื่อใจมันมีแต่เธอ
ลงเอยจะช้ำไม่หวั่นไหว จะขอจำเอาไว้ เพราะฉันนั้นขอให้ได้รักเธอ...
ก็อยากจะเสี่ยงดูสักครั้ง ฉันเดิมพันด้วยชีวิตนี้
จะตายเพราะรักขอให้รู้ไป ไม่ลองก็คงไม่รู้ซักที
ให้ใครต่อใครมาคอยนำ มาคอยกัน มาคอยขวาง มันคงไม่ดีเท่าไหร่
ต้องลุยต่อไปซักที ...
(ซ้ำ *)
จะเจ็บเพราะรักสักเท่าไหร่ ก็จะไปอย่างที่หวัง ฉันไม่อาจรั้งหัวใจ จะฝ่ามันไปให้ถึง...
(ซ้ำ *)
ก็อยากจะรักดูสักครั้ง ก็จะไปดั่งที่หวัง ขอให้ไปตามหัวใจ
ก็อยากจะรักดูสักครั้ง แม้ไม่เป็นอย่างที่หวัง ฉันก็จะไม่เสียใจ
ขอให้เธอรักดูสักครั้ง ก็จะไปอย่างที่หวัง แม้มันจะไกลเท่าไหร่
ก็อยากจะรักดูสักครั้ง...

























Tuesday, April 10, 2007

Happy Thai New Year...

ช่วงนี้ก็ใกล้วันสงกรานต์เข้ามาทุกทีแล้ว ก็คงจะมีคนกลับบ้านกันเยอะมากขึ้นแล้ว อย่างเพื่อนผมหลายๆ คนก็กลับบ้านช่วงวันหยุด วึ่งต่างคนก็ต่างหยุดน้อยๆ กันอยู่แล้ว ยังไงก็ขอให้กลับบ้านปลอดภัยกันทุกคนนะครับ...

ช่วงนี้ที่บ้านผมก็เริ่มเล่นกันแล้วโดยเฉพาะพวกเด็กๆ (เวร)เริ่มเอาปืนฉีดน้ำ เอาน้ำสาดกันแล้วเชียว ดีว่าผมบอกว่าไม่เล่นไม่งั้นก็คงเปียกแน่ๆ อยากบอกมันเหลือเกินว่า ไอ่หนูเอ้ยย อีกไม่กี่วันก็จะ 13 แล้ว นี่มันวันที่ 10 อยู่เลย จะรีบเล่นไปหาพระบิดาหนูเหรอ ระวังจะไม่ทันโตนะ...น่ารำคาญจริงๆ ครับ ใครว่าเด็กๆ น่ารักผมเถียงตายเลยว่ามันน่าถีบจริงๆ

เอาล่ะครับ หากได้กลับบ้านกันก็อย่าลืมไปรดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่ กราบเท้าคุณพ่อคุณแม่ สำนึกในพระคุณท่าน แล้วก็เล่นน้ำกันอย่างสนุกพอควร พวกเครื่องดื่มก็ลดๆ น่ะครับ ไม่อยากให้เทศกาล จบ ลงด้วยงานศพ...

ขอให้มีความสุขครับ... Happy Thai New Year...

Sunday, April 8, 2007

ความเท่าเทียมกันไม่มีในโลก...

เมื่อวานนี้ผมได้ดูข่าวเกี่ยวกับการรณรงค์เมาไม่ขับในช่วงสงกรานต์นี้ และก็มีการยื่นให้มีกฎหมายที่จะเพิ่มโทษหากมีกรณีเมาแล้วขับ หรือเกิดอุบัติเหตุ ขาดสติเนื่องจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮออล์ อีกทั้งยังมีการทำการสำรวจเล็กน้อยว่า ควรจะมีกฎหมายควบคุมการใช้มือถือในระหว่างการขับรถหรือไม่? ซึ่งก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ส่วนใหญ่จะเห็นด้วยว่า ไม่ควรให้มีใช้โทรศัพท์ในระหว่างขับรถ แต่อาจจะใช้อุปกรณ์เสริมพวกแฮนด์ฟรีได้...

แต่ข่าวที่ผมกำลังอ่านอยู่ระหว่างดูโทรทัศน์ก็คือ "ข่าวฆ่าพี่ชาย ข่มขืนน้องสาว" ของพวกเดนคน 7 คน ผมเลยคิดว่า ทำไม? ทีเรื่องที่เกี่ยวกับผู้หญิงที่มันเกิดขึ้นทุกวันเนี่ย ไม่กฎหมายคุ้มครอง และเพิ่มบทลงโทษให้มันรุนแรงขึ้น ไม่มีการสำรวจความคิดประชาชนว่า พวกเขาอยากให้มีการจริงจังกับเรื่องนี้บ้างไหม แต่กลับไปทำเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องก่อนเสมอ...

ข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวัน ย้ำ ทุกวัน มีข่าวข่มขืนอย่างน้อย 1 ข่าวเสมอ และคุณไม่คิดบ้างเหรอว่า ใน 1 วันจะมีผู้หญิงที่โดน ฆ่า ข่มขืน เท่าไหร่...

จริงๆ พูดไปมันก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา แต่ที่สังเกตใด้อย่างนึง คนที่ทำเรื่องพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นเยาวชน อายุ 13-21 ปีทั้งนั้น ซึ่งเมื่อทำผิด ฆ่าคน ข่มขืน แล้วพวกนี้ได้ไปสถานกักกันเด็กและเยาวชน บ้านเมตตา เพื่อให้กลับตัวกลับใจได้ลดโทษ...

อาชญากรส่วนใหญ่ของเรื่องนี้เป็นเยาวชน ซึ่งบทลงโทษก็ดูจะเบาบางเหลือเกิน ไม่สาสมกับสิ่งที่มันทำเลยสักนิด และไม่มีคนมาสนใจที่จะมาปรับปรุงเพิ่มโทษให้มันเกรงกลัวกันเลยสักคน...

เพื่อนผมคนนึงเคยพูดในทำนองว่า หากให้มีเรื่องกับเด็กๆ พวกนี้มันไม่เอาหรอก ก็คิดดู หากฆ่ามันตาย มันติดคุก เผลอๆ โดนประหาร หากโดนพวกมันฆ่า มันไปบ้านเมตตา เด๊วก็โดนปล่อยตัว ถามว่ามันคุ้มเหรอครับ...

ผมจึงมีคำถามว่า "ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน?" คนทำผิดพวกนี้มีโอกาสได้ทำคุณไถ่โทษ ได้กลับตัวกลับใจ คิดไหมครับว่า พวกที่มันฆ่า ข่มขืนเนี่ย เค้ามีโอกาสใด้กลับตัว มีโอกาสได้แก้ตัว ไม่หลงไปให้มันฆ่า ข่มขืนบ้างไหม? แล้วพ่อแม่เหยื่อจะมีโอกาสได้ลูกเค้ากลับมาไหม...มันจะ Rewind กลับมาได้ไหมล่ะ

มันกลับมาไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นพวกนี้มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้อง รวมทั้งสังคมที่จะปกป้องมันเหรอ คนเราน่ะ เมื่อทำสิ่งใดๆ ลงไปแล้ว ก็ต้องยอมรับมัน เหมือนในพระพุทธศาสนา ที่จะไม่มีการชำระบาป ล้างบาป เมื่อทำผิดยังไงก็ต้องรับโทษ ตามผลกรรมของมันแน่นอน...

คิดบ้างไหมครับว่าคนเราได้สิทธิการเป็นมนุษย์ตามกฎหมายมาตั้งแต่เกิดคลอดมาเป็นทารกแล้ว แต่สิทธิการกระทำผิดอย่างนี้มันกลับไม่เท่าเทียมกัน เยาวชนกลับได้แก้ตัว ผู้ใหญ่กลับติดคุก ผมถามว่าเราเป็นมนุษย์เหมือนกันตามกฎหมายไหม เราเท่าเทียมกันจริงหรือ ผมบอกได้เลยว่ามันไม่เท่าเทียมกัน...

กฎหมายมีไว้ผดุงความยุติธรรม ผมเชื่อนะ มีไว้ตัดสินความผิดชอบชั่วดี ให้ความยุติธรรมทั้งผ่ายถูกและฝ่ายผิด แต่มัน "ไม่สมควร" ที่จะนำกฎหมายมาใช้กับคนพวกนี้ เพราะพวกมันไม่มีค่าเลยสักนิดที่ต้องให้ความยุติธรรม...

First Sight

ผมไม่เคยคิดเลยซักนิดว่า วันนึงผมจะชอบเธอขึ้นมาได้...

ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าผมเห็นหน้าเธอครั้งแรกเมื่อไหร่ ตอนไหน แต่รู้ว่าตอนเห็นหน้าเธอครั้งแรกผมรู้สึกไม่ถูกชะตาด้วยอย่างแรง เหมือนกับว่าผู้หญิงหน้าตาแบบนี้จะดูไม่ดีในสายตาของผมเลย ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว เธอก็ดูดีที่สุดในหมู่เพื่อนๆ ผู้หญิงของผมเลยก็ตาม

หน้าตาเธอดูแรงๆ ยังไงชอบกล ผมคิดตอนนั้น และก็คิดว่าไม่ยุ่งด้วยเป็นดีที่สุดล่ะ ออกห่างๆ ไว้ดีกว่า แต่ผมก็จะเจอเธอบ้างบางโอกาสเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่ผมจะไม่ได้มองเธอเลยก็ตามที มีอยู่ครั้งหนึ่งเธอนั่งอยู่ด้านหลังผมเยื้องๆ ผมไปนิดนึง แต่ก็สามารถพูดคุยกันได้ เธอก็มักจะคุยกับเพื่อนๆ ผู้หญิงของเธอไป ด้วยความสนุกสนาน ในขณะที่ผมนั่งรอเวลาอย่างน่าเบื่อ ว่าเมื่อไหร่ๆ มันจะเสร็จสักที ตอนนั้นเป็นครั้งแรกล่ะมั้ง ที่เธอชวนผมคุย และผมก็ตอบไปอย่างเฝื่อนๆ เหมือนไม่อยากตอบ

ชีวิตผมก็ยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ผมกับเธอไม่ค่อยได้เจอกันหรอกนะ แต่ด้วยสภาวะการณ์มันบังคับทำให้ต้องเจอต้องคุยกันบ้างเป็นครั้งคราว แต่ผมน่ะ ไม่ค่อยชอบหน้าตาเธอเท่าไหร่ หน้าตาบ๊องๆ ทำตัวต๊องๆ เหมือนเสแสร้งยังไงไม่รู้ เรียกว่าช่วงแรกๆ ผมเป็นคนที่ค่อนข้างเงียบมากๆ ทำให้ไม่มีใครคุยด้วยเลย จริงๆ ผมก็อยากรู้จักเพื่อนๆ ทุกคนล่ะนะ

เหล่าเพื่อนๆ ที่นั่งใกล้ๆผม เหมือนถูกบังคับจับให้ทำงานด้วยกัน แต่เมื่อทำงานสนิทสนมกันไปนานๆ มันก็ดีนะ ผมก็เริ่มได้คุย ได้เล่นๆ มากขึ้น แต่ก็อย่างว่าแหละคนเรามันก็ต้องมีเคืองกันบ้างแหละ โดยเฉพาะไอ่คนที่นั่งข้างๆ ผมประจำเนี่ย มันชอบกวนอวัยวะของผมจริงๆ ให้ตายสิ

ด้วยความเบื่อผมก็หันไปมองดูอะไรข้างหลังบ้าง และแน่นอน ผมก็เห็นเธอกับกลุ่มเพื่อนๆ ผู้หญิงของเธอกำลังคุยกันอย่างสนุกสนาน แต่ไม่ค่อยได้ทำงานเลย ส่วนใหญ่จะจับกลุ่มเม้าส์กันมากกว่า เอ่อ อย่างว่านะ มันกลุ่มผู้หญิง และผมเองก็อยู่กลุ่มผู้หญิงมากเยอะ ก็เข้าใจล่ะ ว่ามันก็ต้องมีคุยกันเป็นส่วนใหญ่ แต่คนที่เด่นที่สุดก็เป็นเธอ ตอนนั้นเธอผมสั้น หน้าตาดูบ้านๆ มากๆ เธอเอาแต่คุย และก็เล่นๆ ตลอดเลยจริงๆ

ผมมักจะกลับห้องมาเจอเพื่อนๆ กลุ่มผู้ชายเสมอ แต่รู้ไหมครับว่ามันน่าเบื่อมากๆ ทั้งกลุ่มเพื่อนๆ ที่เห็นแก่ตัว คนนู้นจะทำยังงี้ ทำอะไรๆ ก็ไม่เคยเกรงใจใคร แต่ผมก็ต้องทน บางทีมันก็สนุกสนานนะ แต่บางทีมันก็เซ็ง ยังดีที่ตอนนั้นผมมีกิจกรรมให้ทำเยอะ มีกีฬาให้เล่น เลยลืมเรื่องเซ็งๆ ในชีวิตไปทั้งหมดเลย

เวลาก็ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ชีวิตผมก็ยังเป็นเหมือนเดิม ระหว่างที่ผมขับรถกำลังจะออกไปทำเรียน อยู่ดีๆ ผมก็เจอเธอ ซึ่งเจอไม่บ่อยนัก เธอขับรถสกู้ตเตอร์สีเหลืองผ่านหน้าผมไป ตอนนั้นผมก็ยอมรับว่าเธอดูดีขึ้นมา ผมเธอยาวสลวยแล้ว และก็แต่งตัวไม่บ้านๆ แล้ว ตอนนั้นผมแอบคิดเหมือนกันว่า เธอดูสวยขึ้นนะ มีคนเคยบอกผมว่า ตอนเข้ามาแรกๆ น่ะ จะผู้หญิงจะดูบ้านๆ กันทุกคน แต่พอนานๆ เข้าต่างคนต่างจะเริ่มฉายแววเด่น แววสวยกันออกมา ตอนนั้นล่ะ ก็จะมีคนเริ่มมาจีบล่ะ เพราะฉะนั้น อย่าช้า ต้องรีบเล็งๆ แล้วก็จีบตั้งแต่ตอนบ้านๆ นี่ล่ะ ผมนี่เห็นด้วยเลย มันจริงมากๆ เลย คนที่ไม่สวย พอนานไปก็เริ่มดูดีได้ มันจริงนะ

เป็นความจริงอีกข้อนึงว่าในตอนนั้นผมไม่ได้สนใจเธอเลย ผมกับเธอเจอกันบ้างในระหว่างเรียน และที่สำคัญในวิชาๆ หนึ่งเรานั่งติดกัน แต่เชื่อไหม ผมไม่รู้สึกตัวเลยว่า เราอยู่ด้วยกัน เหมือนเธอไม่มีตัวตน และผมก็เป็นเช่นเดิม ไม่พูดกะใคร ไม่คุย แต่เธอน่ะ (ตอนนั้นน่ารักแล้ว) ก็มักจะชวนคุยเป็นมารยาท และก็จะถามผมเสมอๆ เพราะผมเก่งในวิชานั้นผมก็จะตอบๆ ไป ตอนนั้นผมแอบรู้สึกนิดนึงว่า เฮ้ยย เธอเองก็น่ารักดีนะ ตอนนั้นหน้าเธอใสขึ้น ผมยาว นั่งใกล้ๆ ผมด้วย ผมก็อดที่จะหันไปมองบ้างไม่ได้เหมือนกัน เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เธอน่ารักจริงๆ

แต่ผมก็ปล่อยเวลาไม่ทำอะไรต่อไป วันเวลามันเลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนตอนนั้นผมมีความทรงจำเกี่ยวกับเธอน้อยมากๆ เลย ผมก็เรียนๆ เล่นๆ ไปอย่างเคย แต่ใครจะคิดล่ะว่า วันนึงผมจะรู้สึกชอบเธอขึ้นมาได้

Friday, April 6, 2007

เพลง รางวัล --- Crescendo

คุณได้เคยเจอใครซักคนในชีวิตนี้ และเคยบอกกับตัวเองบ้างไหมว่า "ผู้หญิงคนนี้แหละ ที่ผมจะรักไปตราบจนชั่วชีวิตได้" หรือ แม้แต่เมื่อได้เห็นหน้าของเธอแล้วก็อดที่จะบอกกับตัวเองไม่ได้ว่า "เมื่อผมได้เห็นหน้าของเธอครั้งแรก ผมก็สัญญากับตัวเองว่า จะรักเธอไปจนชั่วชีวิต" อันนี้ออกจะน้ำเน่าและเหมือนกับคำพูดของโฆษณาไทยประกันชีวิตไปนิดนึงนะ...
แต่คงไม่น้ำเน่าหากเทียบกับเพลงนี้กับเพลงประกอบโฆษณาของธนาคารกรุงไทย ซึ่งหลายๆ คนคงเคยดูและรู้สึกประทับใจกับโฆษณาชิ้นนี้บ้างแน่ๆ กับบทบาทของพระเอกที่อยากได้กล้องวิดีโอ ไปเก็บภาพของนางเอก (แต่ดันบ่จี๊)แต่กรุงไทยมีทางเลือกให้คุณ อะไรประมาณนั้น...
เอาล่ะพูดถึงเพลงกันบ้าง เพลงนี้ร้องโดยวง Crescendo ซึ่งได้ข่าวมาว่าจะออกอัลบั้มใหม่มาเร็วๆ นี้ เวลาได้ฟังเพลงนี้น่ะ ก็เหมือนว่าอยากจะแบ่งเบาภาระของคนที่เรารัก ให้ผ่อนคลายและหายเหนื่อย ให้เธอได้เจอแต่สิ่งที่ดีๆ และมีรอยยิ้มอยู่เสมอ เอาล่ะมันคุ้มค่านะที่แลกกับความเหนื่อยกับรอยยิ้มของคนที่เรารักน่ะ แต่อะไรมันจะสู้ชีวิตขนาดนั้น...อิ อิ
เอาเป็นว่าเพลงนี้เหมาะสำหรับฟังแล้ว รู้สึกฮึดอยากจะทำให้คนที่เรารักมีความสุขก็แล้วกัน...
ศิลปิน : Crescendo
เพลง : รางวัล (เพลงประกอบโฆษณาธนาคารกรุงไทย)
ยกเอามือของเธอ แล้วมาวางลงใส่มือฉัน
เดือดร้อนกังวลวุ่นวายเรื่องใด ในจิตใจนั้น ขอรับมันไว้กับฉันเอง
หากมีฝันใดๆ ที่ยังค้างยังคาหัวใจ จะไปช่วยซับมันต่อ
เธอน่ะเหนื่อยนัก ก็จงได้หยุดพักผ่อนคลาย
* จากวันนี้จะขอทำทุกอย่าง ให้เป็นรางวัลชีวิตเธอ
ตลอดไปจากนี้ ทุกวัน ฉันจะทำให้เธอ...

ทุกๆ ลมหายใจ ทุกสูดของเรี่ยวแรง
อยากจะย้ำว่าฉันจะใช้ทำเพื่อเธอ
ให้ทุกวันของเธอ มีรักจริงใจจากฉัน
จะไม่ให้เธอผิดหวัง ซักครั้ง...
(ซ้ำ *,*)