ไดอารี่จากเวปพันทิพครับ เท่าที่ผมเคยอ่าน จะมีไดอารี่น้องหมู (เวนย์ รูนีย์) ไดอารี่โด้จิ๋ว หล่อเลือกได้ (คริสเตียอาโน่ โรนัลโด้)และก็อื่นๆ อีกซึ่งจะเป็นของแมนยูหมดครับ...
อ่านไปก็ฮาดีครับเอาไปอ่านแก้เครียดนะ...อันนี้เป็นตอนจบเกมแชมเปี้ยนลีกระหว่าง โรม่า กับ แมนยู วันที่ 4 เมษานี่เอง ครับ
ปล. ต้องดูบอลเป็นนิดนึงนะครับ ถึงจะขำโคตร...
นี่ลิ้งค์ครับ ---> http://www.pantip.com/cafe/supachalasai/topic/S5293004/S5293004.html
Thursday, April 5, 2007
ถ้าคุณมี Death Note!!!
หลายวันก่อนผมได้พูดถึงเรื่องเดธโน้ตกับในหมู่เพื่อนๆ ผมเนื่องจากผมยังไม่ได้ดูเดธโน้ต ที่เป็นหนัง ภาค 2 เลยก็ว่าจะโหลดมาดู เลยถามเพื่อนก่อนว่าเรื่องราวจะเป็นไง ก็เลยได้ข้อสรุปคร่าวๆ ว่า...
L ตาย ... อันนี้ไม่แปลกครับในหนังสือก็เป็นยังงี้ แต่ก็ยังสงสัยว่าตายเหมือนหนังสือไหม๊
ไลท์ตาย... อันนี้ก็งงๆ เอ๊ะ มันยังไม่ตายไม่ใช่หรอ ไอ้เราก็หลงนึกว่าจะทำเป็นหนังไตรภาค รอดู Near กะ Mello ด้วย
คนไลท์ให้ลุกเอาเดธโน้ตไปให้ ตอนที่ยอมเสียสิทธิ์การครอบครองเดธโน้ต เป็นผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้ ไม่ใช่ผู้ชายเหมือนในหนังสือ...
อันนี้งงจริงๆ ก็เลยสรุปได้ว่าไม่เหมือนในหนังสือ ผมก็เลยคิดว่ามันไม่น่าดูแล้วล่ะ ในหนังสือมันมีมนต์ขลังมากกว่านี้ ที่สำคัญไลท์ฉลาด หน้าตาดี และเลวน้อยกว่าในหนังนิดหน่อย สรุปก็เลยไม่ดูดีกว่า...
ผมก็เลยคิดหัวข้อ "ถ้าพวกเรามี เดธโน้ต เราจะทำยังกะมัน?" ให้เพื่อนๆ ได้คิดกันบ้าง ก็ได้ข้อสรุปหลากหลายครับ เช่น เผามัน พิพากษาคนชั่ว หรือ เอาไปแค้น...แต่มันต้องมีประเด็นต่อไปอีก มันถึงจะหนุก...
ก็เลยถามต่อไปว่า "หากพวกเรามีเดธโน้ตทุกคนจะทำยังไง?" และ "หากมีคนใดคนนึงตาย แล้วคิดว่าใครจะเป็นคนทำ?" หรือ "ใครจะเป็นผู้ชนะหากมีเดธโน้ตกันหมด?" "หากมีเดธโน้ตจะฆ่าใครในกลุ่มก่อน?"...
สรุปก็คุยกันเรื่องนี้ไป 4 ชั่วโมงกว่า เท่าที่กะๆ ดู ก็สนุกดีที่เถียงๆ กันขำๆ เพราะคงไม่มีเดธโน้ตเล่มจริงมาให้ใช้หรอก แต่หากมีก็คงสนุกดีนะ...
ถ้าผมมีล่ะก็ ผมก็คงจะเอาไว้ สร้างโลกใหม่ และพิพากษาคนชั่วนั่นล่ะ เผื่อแผ่นดินมันจะสูงขึ้นบ้าง...แต่ก็คงมีคนไม่น้อยที่บอกว่า มีสิทธิ์อะไรที่ไปหาว่าคนนั้นเลว คนนั้นสมควรตาย ผมก็คงบอกว่า หากมีเดธโน้ตล่ะก็ ผมก็คือกฎหมาย คือ ผู้พิพากษาล่ะ (เริ่มเลวๆ เหมือนไลท์ล่ะ)
ผมยอมนะที่จะแลกกับคนที่ใช้เดธโน้ตจะไปได้ไปทั้ง "นรก" หรือ "สวรรค์" ตามที่มันเขียนไว้ และสุดท้ายต้องตายด้วยเดธโน้ตเหมือนกันเนี่ย เพราะคิดว่าหากเกิดมาเนี่ยพาคนลงนรกไปด้วยซัก แสน คนก็คุ้มล่ะ ที่เหลือเป็นกำไร...
เคยได้ยินไหมครับว่า "Kill One, a Murderer - Kill Million, a King - Kill all, God" ยังคงเป็นวลีที่ติดใจผมอยู่ หากคุณฆ่า 1 คนคุณจะได้ชื่อว่าเป็นฆาตกร แต่ถ้าฆ่าไม่เหลือ หรือมีสิทธิ์ที่จะให้ความตายผู้อื่นได้เนี่ย จะถูกเรียกว่าเป็นพระเจ้าเลยล่ะ ...
แต่ถ้าหากวันนึงตายไปเหมือนไลท์ล่ะ ไม่กลัวว่าจะถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตกรฆ่าคนหรือ ผมว่าเรื่องนี้มันแล้วแต่คนมองนะ เป็นธรรมดาที่มีคนยกย่อง ก็จะมีคนนินทา เป็นของคู่กัน ....
ในสมัยของพระนางบูเซ็กเทียน ในราชวงค์ถังของจีนเนี่ย ตอนพระนางตาย หน้าหลุมพระศพจะมีแผ่นศิลาเขียนอักษรบันทึกถึงคุณงามความดีเอาไว้ด้วย ตอนพระนางยังมีชีวิตอยู่ได้ฆ่าคนเพื่อเป็นใหญ่เป็นจำนวนมาก แต่ก็สร้างคุณประโยชน์ไว้มากเช่นเดียวกัน ดังนั้นตอนพระนางสิ้นชีวิต จึงสั่งไม่ให้มีการจารึกอักษรใดๆ ไว้เลย เพื่อให้คนรุ่นหลัง ได้คิดเองว่าสิ่งที่ทำนั้นอันไหนถูก อันไหนผิด นับว่าเป็นกุศโลบายที่ดีของพระนางเลยทีเดียว
แต่ที่รู้ก็คือ เราย่อมรู้ตัวเองอยู่แล้วว่าสิ่งที่ทำไปมันถูกหรือผิด หากคิดว่าถูกก็ควรทำไป แต่หากคิดว่าผิดแล้วยังฝืนทำต่อ ก็คงเปรียบเหมือนกับคนชั่วที่ไม่รู้จักสำนึกล่ะครับ ...ตัวเราเองเท่านั้นที่เป็นตัวกำหนดว่าสิ่งที่เราทำน่ะ มันถูกรึผิด!!!
ขำๆ น่ะครับ อย่าซีเรียส... ^^
http://www.deathgod.org/main.php?x=inter/p1 <---อันนี้เป็นแบบทดสอบว่า "คุณเป็นใครในเดธโน้ต" นะครับ ลองทำกันดูว่า ที่แท้จริงแล้วคุณเป็นคนยังไง
http://www.deathnoteonline.com/ <---ส่วนอันนี้คือ สมุดเดธโน้ตออนไลน์ ที่เอาไว้ให้คุณเขียนชื่อคนที่คุณอยากฆ่าลงไป แต่อย่าลืมนะครับว่าคุณมีเวลา 40 วินาทีที่จะเขียนชื่อคนๆ นั้นลงไป และหากเขียนสาเหตุการตายจะมีเวลาให้อีก 6 นาที 40 วินาที ในการเขียนบรรยายลักษณะการตาย...งานนี้ใครพิมพ์ช้าระวังจะเขียนไม่ทันนะครับ อิอิ...
L ตาย ... อันนี้ไม่แปลกครับในหนังสือก็เป็นยังงี้ แต่ก็ยังสงสัยว่าตายเหมือนหนังสือไหม๊
ไลท์ตาย... อันนี้ก็งงๆ เอ๊ะ มันยังไม่ตายไม่ใช่หรอ ไอ้เราก็หลงนึกว่าจะทำเป็นหนังไตรภาค รอดู Near กะ Mello ด้วย
คนไลท์ให้ลุกเอาเดธโน้ตไปให้ ตอนที่ยอมเสียสิทธิ์การครอบครองเดธโน้ต เป็นผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้ ไม่ใช่ผู้ชายเหมือนในหนังสือ...
อันนี้งงจริงๆ ก็เลยสรุปได้ว่าไม่เหมือนในหนังสือ ผมก็เลยคิดว่ามันไม่น่าดูแล้วล่ะ ในหนังสือมันมีมนต์ขลังมากกว่านี้ ที่สำคัญไลท์ฉลาด หน้าตาดี และเลวน้อยกว่าในหนังนิดหน่อย สรุปก็เลยไม่ดูดีกว่า...
ผมก็เลยคิดหัวข้อ "ถ้าพวกเรามี เดธโน้ต เราจะทำยังกะมัน?" ให้เพื่อนๆ ได้คิดกันบ้าง ก็ได้ข้อสรุปหลากหลายครับ เช่น เผามัน พิพากษาคนชั่ว หรือ เอาไปแค้น...แต่มันต้องมีประเด็นต่อไปอีก มันถึงจะหนุก...
ก็เลยถามต่อไปว่า "หากพวกเรามีเดธโน้ตทุกคนจะทำยังไง?" และ "หากมีคนใดคนนึงตาย แล้วคิดว่าใครจะเป็นคนทำ?" หรือ "ใครจะเป็นผู้ชนะหากมีเดธโน้ตกันหมด?" "หากมีเดธโน้ตจะฆ่าใครในกลุ่มก่อน?"...
สรุปก็คุยกันเรื่องนี้ไป 4 ชั่วโมงกว่า เท่าที่กะๆ ดู ก็สนุกดีที่เถียงๆ กันขำๆ เพราะคงไม่มีเดธโน้ตเล่มจริงมาให้ใช้หรอก แต่หากมีก็คงสนุกดีนะ...
ถ้าผมมีล่ะก็ ผมก็คงจะเอาไว้ สร้างโลกใหม่ และพิพากษาคนชั่วนั่นล่ะ เผื่อแผ่นดินมันจะสูงขึ้นบ้าง...แต่ก็คงมีคนไม่น้อยที่บอกว่า มีสิทธิ์อะไรที่ไปหาว่าคนนั้นเลว คนนั้นสมควรตาย ผมก็คงบอกว่า หากมีเดธโน้ตล่ะก็ ผมก็คือกฎหมาย คือ ผู้พิพากษาล่ะ (เริ่มเลวๆ เหมือนไลท์ล่ะ)
ผมยอมนะที่จะแลกกับคนที่ใช้เดธโน้ตจะไปได้ไปทั้ง "นรก" หรือ "สวรรค์" ตามที่มันเขียนไว้ และสุดท้ายต้องตายด้วยเดธโน้ตเหมือนกันเนี่ย เพราะคิดว่าหากเกิดมาเนี่ยพาคนลงนรกไปด้วยซัก แสน คนก็คุ้มล่ะ ที่เหลือเป็นกำไร...
เคยได้ยินไหมครับว่า "Kill One, a Murderer - Kill Million, a King - Kill all, God" ยังคงเป็นวลีที่ติดใจผมอยู่ หากคุณฆ่า 1 คนคุณจะได้ชื่อว่าเป็นฆาตกร แต่ถ้าฆ่าไม่เหลือ หรือมีสิทธิ์ที่จะให้ความตายผู้อื่นได้เนี่ย จะถูกเรียกว่าเป็นพระเจ้าเลยล่ะ ...
แต่ถ้าหากวันนึงตายไปเหมือนไลท์ล่ะ ไม่กลัวว่าจะถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตกรฆ่าคนหรือ ผมว่าเรื่องนี้มันแล้วแต่คนมองนะ เป็นธรรมดาที่มีคนยกย่อง ก็จะมีคนนินทา เป็นของคู่กัน ....
ในสมัยของพระนางบูเซ็กเทียน ในราชวงค์ถังของจีนเนี่ย ตอนพระนางตาย หน้าหลุมพระศพจะมีแผ่นศิลาเขียนอักษรบันทึกถึงคุณงามความดีเอาไว้ด้วย ตอนพระนางยังมีชีวิตอยู่ได้ฆ่าคนเพื่อเป็นใหญ่เป็นจำนวนมาก แต่ก็สร้างคุณประโยชน์ไว้มากเช่นเดียวกัน ดังนั้นตอนพระนางสิ้นชีวิต จึงสั่งไม่ให้มีการจารึกอักษรใดๆ ไว้เลย เพื่อให้คนรุ่นหลัง ได้คิดเองว่าสิ่งที่ทำนั้นอันไหนถูก อันไหนผิด นับว่าเป็นกุศโลบายที่ดีของพระนางเลยทีเดียว
แต่ที่รู้ก็คือ เราย่อมรู้ตัวเองอยู่แล้วว่าสิ่งที่ทำไปมันถูกหรือผิด หากคิดว่าถูกก็ควรทำไป แต่หากคิดว่าผิดแล้วยังฝืนทำต่อ ก็คงเปรียบเหมือนกับคนชั่วที่ไม่รู้จักสำนึกล่ะครับ ...ตัวเราเองเท่านั้นที่เป็นตัวกำหนดว่าสิ่งที่เราทำน่ะ มันถูกรึผิด!!!
ขำๆ น่ะครับ อย่าซีเรียส... ^^
http://www.deathgod.org/main.php?x=inter/p1 <---อันนี้เป็นแบบทดสอบว่า "คุณเป็นใครในเดธโน้ต" นะครับ ลองทำกันดูว่า ที่แท้จริงแล้วคุณเป็นคนยังไง
http://www.deathnoteonline.com/ <---ส่วนอันนี้คือ สมุดเดธโน้ตออนไลน์ ที่เอาไว้ให้คุณเขียนชื่อคนที่คุณอยากฆ่าลงไป แต่อย่าลืมนะครับว่าคุณมีเวลา 40 วินาทีที่จะเขียนชื่อคนๆ นั้นลงไป และหากเขียนสาเหตุการตายจะมีเวลาให้อีก 6 นาที 40 วินาที ในการเขียนบรรยายลักษณะการตาย...งานนี้ใครพิมพ์ช้าระวังจะเขียนไม่ทันนะครับ อิอิ...
อากาศร้อนๆ...
พอเริ่มต้นเข้าเดือนเมษาทีไรก็รู้สึกว่าร้อนขึ้นทุกปี และก็เช่นกัน ปีนี้ก็ร้อนมากๆ ตั้งแต่ปลายๆ เดือนมีนาซ่ะแล้ว นักวิทยาศาสตร์บอกว่าช่วง 100 ปีมานี้ โลกเราอุณหภูมิสูงขึ้น 2 องศาเซลเซียสทีเดียว และทำนายว่าอีก 100 ปีข้างหน้าโลกเราจะร้อนขึ้นถึง 6 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว เลยคิดไม่ออกเลยว่าตอนนั้นเราๆ ท่านๆ จะเป็นยังไงกันบ้าง...
ผมเกิดเดือนเมษา หน้าร้อนนี้พอดี แต่กลับไม่ชอบหน้าร้อนเอาซ่ะเลย ตอนเด็กๆ ผมเป็นภูมิแพ้อากาศ ไม่ว่าจะร้อนเกิน เย็นเกิน หรือเปลี่ยนแปลงเร็ว ผมจะหายใจไม่ค่อยออก และก็ผื่นขึ้นตามตัวหากรุนแรง ช่วงนี้ออกไปข้างนอกแปปเดียวกลับมาก็เริ่มรู้สึกคันๆ ซ่ะแล้ว ไม่ได้สกปรก ไม่อาบน้ำนะครับ เพิ่งอาบเสร็จแต่งตัวออกไปเลยนี่ล่ะ กลับมาคันเลย...
นอกจากนี้ หน้าร้อนยังไม่เหมาะกับการสังสรรค์ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างแรงทีเดียว เพราะจะทำให้ตัวร้อนขึ้น ถึงตายเลยก็มี เคยมีข่าวว่ามีคนตายเนื่องจากอากาศร้อน โดยที่เขาดื่มเหล้า(คาดว่าน่าจะเป็นเหล้าขาว) มาก แถมออกไปเดินกลางทุ่งนา ท่ามกลางอากาศร้อนจัด สุดท้ายก็กลายเป็นศพที่ผิวหนังไหม้เนื่องจากแดดเผา มันน่ากลัวจริงๆ...
อากาศร้อนยังทำให้เกิกความเครียดง่าย ยิ่งผมที่ค่อนข้างจะแบกรับความเครียดได้ไม่มาก ก็เริ่มหงุดหงิดง่ายมากขึ้น เริ่มคิดอะไรไม่ค่อยออก คิดว่าคนอื่นก็คงจะเป็นเหมือนกันช่วงนี้ แต่ดีที่ผมตากแอร์แทบทั้งวันเลยพอช่วยได้บ้าง...
ทำไงได้ล่ะครับก็เพราะปัญหาโลกร้อนเนี่ยมนุษย์เราก่อขึ้นมาสะสมเอง ก็ต้องดูต่อไปว่าเราจะแก้ปัญหานี้ต่อไปยังไง อาจจะอพยพไปอยู่ดาวดวงอื่น รึอาจจะสร้างอะไรครอบเมืองจากอากาศร้อน รึอาจจะสูญพันธุ์ไปเลยก็ได้ ใครจะไปรู้เนอะ...อิอิ
ผมเกิดเดือนเมษา หน้าร้อนนี้พอดี แต่กลับไม่ชอบหน้าร้อนเอาซ่ะเลย ตอนเด็กๆ ผมเป็นภูมิแพ้อากาศ ไม่ว่าจะร้อนเกิน เย็นเกิน หรือเปลี่ยนแปลงเร็ว ผมจะหายใจไม่ค่อยออก และก็ผื่นขึ้นตามตัวหากรุนแรง ช่วงนี้ออกไปข้างนอกแปปเดียวกลับมาก็เริ่มรู้สึกคันๆ ซ่ะแล้ว ไม่ได้สกปรก ไม่อาบน้ำนะครับ เพิ่งอาบเสร็จแต่งตัวออกไปเลยนี่ล่ะ กลับมาคันเลย...
นอกจากนี้ หน้าร้อนยังไม่เหมาะกับการสังสรรค์ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างแรงทีเดียว เพราะจะทำให้ตัวร้อนขึ้น ถึงตายเลยก็มี เคยมีข่าวว่ามีคนตายเนื่องจากอากาศร้อน โดยที่เขาดื่มเหล้า(คาดว่าน่าจะเป็นเหล้าขาว) มาก แถมออกไปเดินกลางทุ่งนา ท่ามกลางอากาศร้อนจัด สุดท้ายก็กลายเป็นศพที่ผิวหนังไหม้เนื่องจากแดดเผา มันน่ากลัวจริงๆ...
อากาศร้อนยังทำให้เกิกความเครียดง่าย ยิ่งผมที่ค่อนข้างจะแบกรับความเครียดได้ไม่มาก ก็เริ่มหงุดหงิดง่ายมากขึ้น เริ่มคิดอะไรไม่ค่อยออก คิดว่าคนอื่นก็คงจะเป็นเหมือนกันช่วงนี้ แต่ดีที่ผมตากแอร์แทบทั้งวันเลยพอช่วยได้บ้าง...
ทำไงได้ล่ะครับก็เพราะปัญหาโลกร้อนเนี่ยมนุษย์เราก่อขึ้นมาสะสมเอง ก็ต้องดูต่อไปว่าเราจะแก้ปัญหานี้ต่อไปยังไง อาจจะอพยพไปอยู่ดาวดวงอื่น รึอาจจะสร้างอะไรครอบเมืองจากอากาศร้อน รึอาจจะสูญพันธุ์ไปเลยก็ได้ ใครจะไปรู้เนอะ...อิอิ
Wednesday, April 4, 2007
เพลง แพ้ใกล้ชิด --- JKI
อีกเพลงหนึ่งที่เนื้อหาดีของสามหนุ่มวง JKI กับเพลงซึ้งๆ ที่เพราะไม่เบากับ "แพ้ใกล้ชิด"...
คุณคงเคยได้ยินคำว่า "รักแท้ แพ้ใกล้ชิด" มาบ้าง และเนื้อหาของเพลงนี้ก็โดนใจของคนที่ "แพ้" ความใกล้ชิด ทำให้ข่มใจที่จะรักไม่ไหว แต่เกือบทุกครั้งของเรื่องแนวๆ นี้จะจบลงด้วยความเศร้าเสมอ ก็ดันไปแอบรักเพื่อนสนิทของตัวเองโดยที่ไม่รู้ตัว ทำได้แค่ 2 อย่างคือ แอบชอบต่อไปโดยไม่ให้รู้ตัว กับ บอกความในใจแล้วเสียเพื่อน (-*-)...
สรุปแล้วเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นแล้ว จะต้องรู้สึกเจ็บขึ้นมาทันทีเลยล่ะครับ...ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้หญิงมีตั้งเยอะตั้งแยะ ทำไมๆ ต้องมาชอบคนใกล้ตัว แถมยังรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ ก็ยังจะคิดอีก...คนเรา
ศิลปิน : JKI
เพลง : แพ้ใกล้ชิด
ทุกๆ อย่าง ก็เหมือนเก่า ที่เราพบเจอ ทักทายต่อกัน
เห็นเธออยู่ ทุกๆ วัน คอยมาหา คอยมายืนอยู่ข้างกาย
* แต่ก็ไม่รู้ทำไมๆ ตื่นเช้าขึ้นมาทีไร ต้องคิดถึง ชื่อเธอก่อนทุกครั้ง
อยู่บนรถฟังเพลงซึ้งๆ คนแรกที่ฉันคิดถึง
ต้องกลายเป็นเธอเสมอ คิดไปจนเกิน
** เริ่มจะข่มใจไม่ไหว อยากมีตัวเธอเก็บไว้มากกว่านี้ อยาก กอดเธอไว้นานๆ
อยู่ข้างๆ เธอไม่ไหว ก็กลัวตัวเองจะแพ้ความใกล้ชิดสักวัน
ใจมันคิดเกินเลยประจำ ทุกครั้งที่เธอเข้ามา ใกล้ๆ
ฉันและเธอ เพื่อนสนิท คำๆ นี้ฉันรู้ดีแก่ใจ
เธอจะโกรธ ฉันหรือไม่ ยังคงคิดกลัวใจเธออยู่เหมือนกัน
ซ้ำ (*,**) ดนตรี (**)
ถ้าหากเธอรู้ความจริงสักวัน แล้วเธอจะยังใกล้กัน ได้ไหม
Monday, April 2, 2007
3 สิ่งที่ต้องไปดูหากไปลูฟร์...
คราวนี้ผมออกมาแนวงงเล็กน้อย กับ "3 สิ่งที่ต้องไปดูหากไปที่ลูฟร์"...ลูฟร์ที่ว่านี้ก็คือ พิพิตภัณฑ์ลูฟร์ที่ฝรั่งเศสนี่เอง ลูฟมีชื่อทางภาษาฝรั่งเศสว่า "Musee du Louvre" ...ทำไมถึงพูดถึงลูฟร์ขึ้นมาน่ะเหรอ เพราะว่าหากพูดถึงสถานที่ที่แสดงงานศิลปะยุคเรอเนอซองค์ที่ผมชื่นชอบแล้วล่ะก็ ต้องนึกถึงที่นี่ที่แรกแน่นอน อีกทั้งคิดว่า หากมีบุญได้ไปฝรั่งเศส ยังไงๆ ก็คงต้องไปที่ลูฟร์ให้ได้ล่ะ...
ลูฟร์มีห้องแสดงรวมทั้งหมดกว่า 2000 ห้อง มีห้องแสดงเฉพาะภาพ 225 ห้อง และมีภาพเขียนหรือรูปวาดประมาณ 6000 ภาพ (o_0)!!! มีงานแกะสลักหรือประติมากรรมประมาณ 2250 ชิ้น และของ 3 สิ่งที่ต้องไปชมให้ได้ คือ "ภาพโมนาลิซา รูปสลักวีนัสเดอะมิโล และวิงค์วิกเตอรี่"...
เมื่อพูดถึงภาพโมนาลิซ่า (Mona lisa) แล้วก็คงไม่มีใครไม่รู้จัก หรือไม่เคยเห็นตามที่ต่างๆ แน่ๆ อีกทั้งคงรู้จักกันดีว่ามันเป็นภาพที่เขียนโดยอัจฉริยะอย่าง ลีโอนาร์โด ดาวินชี (Leonardo Da Vinci) อีกทั้งในปัจจุบันภาพนี้มีราคาถึง 2 หมื่นล้านบาทอีกด้วย เพราะฉะนั้น ภาพนี้จึงเป็นภาพเขียนภาพแรกที่หลายๆ คนต้องไปดูแน่ๆ...
ต่อมา รูปสลักวีนัสเดอะมิโล (Venus de Milo)บ้าง ...ชื่อ Venus นี้มาจากเทพีแห่งความงามของโรมัน เป็นชื่อที่เหมาะกับความสวยงามของรูปสลักนี้ วีนัส เดอะมิโลเป็นรูปสลักที่ประณีตงดงาม ท่วงท่าที่ยืน และร่องรอยริ้วผ้าที่สวยงามเหมือนจริง รูปสลักนี้ถูกค้นพบที่เกาะมิโลส ประเทศกรีซ เมื่อปี คศ.1820 โดยพบว่ารูปสลักนี้มีอายุถึง 2200 ปีมาแล้ว แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนแกะสลัก แต่เดาน่าจะเป็นชาวกรีกนี่เอง...
มาถึงอันสุดท้ายที่ดูจะไม่คุ้นหูกันเลยกับ วิงค์วิกเตอรี่ (Winged Victory) มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น "The Victory of Samothrace" หรือ "Nike" ซึ่งหมายถึง "เทพีแห่งชัยชนะ" ของกรีกโบราณ...ผลงานชิ้นนี้มีอายุถึง 2300 ปี แสดงถึงความละเอียดอ่อนของสรีระร่างกายที่สวยงามของมนุษย์ และในยุคกรีกโบราณนิยมตั้งรูปนี้ไว้ที่หัวเรือ รูปสลักนี้ค้นพบเมื่อ ปี คศ.1950 บนเกาะซาโมทราช โดยนักโบราณคดีต้องนำชิ้นส่วนที่แตกหักมาประกอบเป็นชิ้นอย่างทุกวันนี้ ...
ก็ครบแล้วกับ 3 สิ่งที่ต้องไปดู เอาไว้มีปัญญาไปเมื่อไหร่ จะต้องไปดูแน่ๆ อิอิ...
ลูฟร์มีห้องแสดงรวมทั้งหมดกว่า 2000 ห้อง มีห้องแสดงเฉพาะภาพ 225 ห้อง และมีภาพเขียนหรือรูปวาดประมาณ 6000 ภาพ (o_0)!!! มีงานแกะสลักหรือประติมากรรมประมาณ 2250 ชิ้น และของ 3 สิ่งที่ต้องไปชมให้ได้ คือ "ภาพโมนาลิซา รูปสลักวีนัสเดอะมิโล และวิงค์วิกเตอรี่"...
เมื่อพูดถึงภาพโมนาลิซ่า (Mona lisa) แล้วก็คงไม่มีใครไม่รู้จัก หรือไม่เคยเห็นตามที่ต่างๆ แน่ๆ อีกทั้งคงรู้จักกันดีว่ามันเป็นภาพที่เขียนโดยอัจฉริยะอย่าง ลีโอนาร์โด ดาวินชี (Leonardo Da Vinci) อีกทั้งในปัจจุบันภาพนี้มีราคาถึง 2 หมื่นล้านบาทอีกด้วย เพราะฉะนั้น ภาพนี้จึงเป็นภาพเขียนภาพแรกที่หลายๆ คนต้องไปดูแน่ๆ...
ต่อมา รูปสลักวีนัสเดอะมิโล (Venus de Milo)บ้าง ...ชื่อ Venus นี้มาจากเทพีแห่งความงามของโรมัน เป็นชื่อที่เหมาะกับความสวยงามของรูปสลักนี้ วีนัส เดอะมิโลเป็นรูปสลักที่ประณีตงดงาม ท่วงท่าที่ยืน และร่องรอยริ้วผ้าที่สวยงามเหมือนจริง รูปสลักนี้ถูกค้นพบที่เกาะมิโลส ประเทศกรีซ เมื่อปี คศ.1820 โดยพบว่ารูปสลักนี้มีอายุถึง 2200 ปีมาแล้ว แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนแกะสลัก แต่เดาน่าจะเป็นชาวกรีกนี่เอง...
มาถึงอันสุดท้ายที่ดูจะไม่คุ้นหูกันเลยกับ วิงค์วิกเตอรี่ (Winged Victory) มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น "The Victory of Samothrace" หรือ "Nike" ซึ่งหมายถึง "เทพีแห่งชัยชนะ" ของกรีกโบราณ...ผลงานชิ้นนี้มีอายุถึง 2300 ปี แสดงถึงความละเอียดอ่อนของสรีระร่างกายที่สวยงามของมนุษย์ และในยุคกรีกโบราณนิยมตั้งรูปนี้ไว้ที่หัวเรือ รูปสลักนี้ค้นพบเมื่อ ปี คศ.1950 บนเกาะซาโมทราช โดยนักโบราณคดีต้องนำชิ้นส่วนที่แตกหักมาประกอบเป็นชิ้นอย่างทุกวันนี้ ...
ก็ครบแล้วกับ 3 สิ่งที่ต้องไปดู เอาไว้มีปัญญาไปเมื่อไหร่ จะต้องไปดูแน่ๆ อิอิ...
Her Face...
ครั้งหนึ่งและครั้งเดียวในชีวิตที่ได้มองหน้าเธอใกล้ๆ มันช่างเป็นช่วงเวลาที่ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นมาจริงๆ หรือ? ผมได้ถามตัวเองในตอนนั้น
เธออาบน้ำเสร็จแล้ว และก็เดินมานั่งข้างๆ ผม เราสองคนนั่งใกล้กันมาก เนื่องจากกำลังตั้งวงเล่นเกมบิงโกกันอยู่ ซึ่งมีคนเล่นเยอะมากๆ ผมทำอะไรไม่ถูกจริงๆ เวลาที่เธอมานั่งใกล้ๆ ผม หัวเข่าของเราสองคนชนกัน ทำให้รู้สึกถึงความนิ่มของต้นขาเธอ และไออุ่นหลังอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ
ต่อมาก็เป็นกลิ่นแชมพูจากผมที่ยังเปียกหมาดๆ ของเธอมาแตะจมูกของผม ลมแรงพอที่จะพัดเบาๆ ให้กลิ่นหอมพัดเข้าจมูกผมได้ไม่ยาก ทำให้ผมหันหน้าไปทางเธอ และเริ่มมองหน้าเธอทันที
ผมพบว่า ผมของเธอที่ทั้งตรง และสวยอยู่แล้ว หลังอาบน้ำเสร็จพริ้วไหวเล็กน้อยตามลมที่พัดมา จากนั้น ผมเริ่มสะดุดที่แก้มเธอเป็นสิ่งที่สอง ตอนนั้นผมคิดว่า แก้มเธอดูเนียน กว่าที่ผมคิดไว้มาก อาจจะเพราะว่าเพิ่งอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ แก้มที่เนียน และน่าหอมนั้น ทำให้ผมคิดไปไกลเลยว่า หากได้หอมแก้มเธอตอนนี้ล่ะก็ ตายคงต้องยอมล่ะ
เธอเริ่มพูด และเริ่มบ่นกับเกมบิงโกมาขึ้น เพราะเลขในกระดาษของเธอ ไม่ค่อยได้ถูกขานมากนัก ซึ่งตอนนี้เงินพนันสูงถึง 6 บาทแล้วเชียว
ผมเริ่มมองมาที่ริมฝีปากของเธอแทน เธอเป็นคนที่เวลาพูดแล้ว ปากเธอจะออกอาการที่ไม่ค่อยเหมือนคนอื่นๆ ซึ่งผมเองก็ยกตัวอย่างไม่ค่อยถูกนัก เอาเป็นว่า ผมชอบริมฝีปากเธอตอนพูดแล้วกัน
ตอนนั้นผมไม่ค่อยได้สนใจเลขในกระดาษมากนักแล้ว ใครจะบิง ก็ บิงไป แต่ดูเหมือนเธอลุ้นตัวโก่งเลยทีเดียว ไม่ได้สนใจผู้ชายที่กำลังมองเธออยู่เลย ส่วนผมเองก็เหลือบมองกระดาษของผมเป็นพักๆ ด้วยความสนใจสิ่งอื่นมากกว่า
จุดเด่นจริงๆ ของเธอก็คือ ดวงตา ที่เรียวสวย และมีเสน่ห์อย่างรุนแรง ผมเชื่อว่า ผู้ชายคนไหนก็ตามเจอสายตาที่เธอมองแบบเคลิ้มๆ ล่ะก็คงไม่ทางรอดไปจากมนต์เสน่ห์ของเธอแน่ แต่ผมโชคร้ายที่ไม่เคยโดน แต่เชื่อไหม แค่ธรรมดาๆ แล้ว ผมก็แทบจะทำอะไรไม่ถูกอยู่แล้วล่ะ
ผมสังเกตได้ว่าในตอนนี้ สายตาเธอออกแนวเจ้าเล่ห์ และแอบแช่งคนที่กำลังจะบิงโกเล็กๆ ประมาณว่า ถ้าใครบิงโกตอนนี้ ต้องแช่งให้บ้านไฟไหม้แน่ๆ
หลายๆ คนอาจจะคิดว่า หากผมได้อยู่ใกล้ขนาดนี้ใจผมต้องเต้นตึกตัก ไม่เป็นจังหวะแน่ๆ แต่รู้ไหมครับว่ามันกลับกัน ผมหายใจช้าลง และรู้สึกว่าหัวใจผมเต้นช้าลงมากด้วย เหมือนเวลาตอนนั้นจะหยุดเดินเลย ผมใช้สมาธิมากขึ้น ไม่เช่นนั้นคงจะไม่สังเกตสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป ผมอยู่ใกล้ขนาดนี้ทำให้คิดได้ว่า เธอสวยกว่าที่เห็นจริงๆ นะ
ตอนนั้นผมได้ยินเสียงคนอื่นเบาๆ แต่กลับได้ยินเสียงเธอดังมาก รู้ไหมครับผมล่ะชอบเสียงของเธอจริงๆ มันแสดงออกถึงความจริงใจ และขี้เล่นอยู่ด้วย แต่ผมไม่ชอบเลย เวลาที่มีคนอื่นมาพูดเจ๊าะแจ๊ะเธอ
ในที่สุดก็มีคนบิงโกจนได้ เธอก็ทำท่าโวยวายและบ่นไม่พอใจกับเงินที่เสียค่ากองกลางไป 1 บาท แล้วก็พูดขึ้นว่า "ไม่เอา ไม่เล่นแล้ว เจ๊งๆ" ทำยังกับว่า เธอเสียเงินเล่นบิงโกจนหมดตัว แต่ก็อย่างว่าแหละครับ นี่ก็เป็นเสน่ห์อย่างนึงในตัวเธอ ที่คุยสนุก เข้ากับคนได้ง่าย และก็สามารถเอนเตอร์เทนต์เพื่อนๆ ได้เป็นอย่างดี
แต่แล้ว เวลาที่จะได้อยู่ใกล้ๆ กันก็หมดลงแล้ว และก็เป็นไปตามที่ผมคิด เธอก็ลุกเดินออกไป เปลี่ยนเรื่องคุยกับคนอื่น เหมือนลืมว่า เมื่อตะกี้ตัวเองบ่น กับการเล่นบิงโกอยู่เลย
ผมบ่นเสียดายในใจ และคิดว่า เธอน่าจะเล่นอีกซักตา สองตา เผื่อผมจะสามารถค้นพบอะไรในตัวเธอได้มากกว่านี้ก็ได้ แต่ก็ดีแล้วครับ คนเราควรพอใจกับสิ่งที่ได้มาและผมก็ดีใจมากๆ ด้วย
หลังจากเธอลุกออกไปแล้วผมแอบขอบคุณสวรรค์ที่เธอไม่ได้หันมามองผม ทำให้ผมได้เห็นหน้าเธอนานๆ แม้มันจะเป็นเวลาไม่กี่นาทีเอง แต่ผมก็มีความสุขเหลือเกิน ...
เธออาบน้ำเสร็จแล้ว และก็เดินมานั่งข้างๆ ผม เราสองคนนั่งใกล้กันมาก เนื่องจากกำลังตั้งวงเล่นเกมบิงโกกันอยู่ ซึ่งมีคนเล่นเยอะมากๆ ผมทำอะไรไม่ถูกจริงๆ เวลาที่เธอมานั่งใกล้ๆ ผม หัวเข่าของเราสองคนชนกัน ทำให้รู้สึกถึงความนิ่มของต้นขาเธอ และไออุ่นหลังอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ
ต่อมาก็เป็นกลิ่นแชมพูจากผมที่ยังเปียกหมาดๆ ของเธอมาแตะจมูกของผม ลมแรงพอที่จะพัดเบาๆ ให้กลิ่นหอมพัดเข้าจมูกผมได้ไม่ยาก ทำให้ผมหันหน้าไปทางเธอ และเริ่มมองหน้าเธอทันที
ผมพบว่า ผมของเธอที่ทั้งตรง และสวยอยู่แล้ว หลังอาบน้ำเสร็จพริ้วไหวเล็กน้อยตามลมที่พัดมา จากนั้น ผมเริ่มสะดุดที่แก้มเธอเป็นสิ่งที่สอง ตอนนั้นผมคิดว่า แก้มเธอดูเนียน กว่าที่ผมคิดไว้มาก อาจจะเพราะว่าเพิ่งอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ แก้มที่เนียน และน่าหอมนั้น ทำให้ผมคิดไปไกลเลยว่า หากได้หอมแก้มเธอตอนนี้ล่ะก็ ตายคงต้องยอมล่ะ
เธอเริ่มพูด และเริ่มบ่นกับเกมบิงโกมาขึ้น เพราะเลขในกระดาษของเธอ ไม่ค่อยได้ถูกขานมากนัก ซึ่งตอนนี้เงินพนันสูงถึง 6 บาทแล้วเชียว
ผมเริ่มมองมาที่ริมฝีปากของเธอแทน เธอเป็นคนที่เวลาพูดแล้ว ปากเธอจะออกอาการที่ไม่ค่อยเหมือนคนอื่นๆ ซึ่งผมเองก็ยกตัวอย่างไม่ค่อยถูกนัก เอาเป็นว่า ผมชอบริมฝีปากเธอตอนพูดแล้วกัน
ตอนนั้นผมไม่ค่อยได้สนใจเลขในกระดาษมากนักแล้ว ใครจะบิง ก็ บิงไป แต่ดูเหมือนเธอลุ้นตัวโก่งเลยทีเดียว ไม่ได้สนใจผู้ชายที่กำลังมองเธออยู่เลย ส่วนผมเองก็เหลือบมองกระดาษของผมเป็นพักๆ ด้วยความสนใจสิ่งอื่นมากกว่า
จุดเด่นจริงๆ ของเธอก็คือ ดวงตา ที่เรียวสวย และมีเสน่ห์อย่างรุนแรง ผมเชื่อว่า ผู้ชายคนไหนก็ตามเจอสายตาที่เธอมองแบบเคลิ้มๆ ล่ะก็คงไม่ทางรอดไปจากมนต์เสน่ห์ของเธอแน่ แต่ผมโชคร้ายที่ไม่เคยโดน แต่เชื่อไหม แค่ธรรมดาๆ แล้ว ผมก็แทบจะทำอะไรไม่ถูกอยู่แล้วล่ะ
ผมสังเกตได้ว่าในตอนนี้ สายตาเธอออกแนวเจ้าเล่ห์ และแอบแช่งคนที่กำลังจะบิงโกเล็กๆ ประมาณว่า ถ้าใครบิงโกตอนนี้ ต้องแช่งให้บ้านไฟไหม้แน่ๆ
หลายๆ คนอาจจะคิดว่า หากผมได้อยู่ใกล้ขนาดนี้ใจผมต้องเต้นตึกตัก ไม่เป็นจังหวะแน่ๆ แต่รู้ไหมครับว่ามันกลับกัน ผมหายใจช้าลง และรู้สึกว่าหัวใจผมเต้นช้าลงมากด้วย เหมือนเวลาตอนนั้นจะหยุดเดินเลย ผมใช้สมาธิมากขึ้น ไม่เช่นนั้นคงจะไม่สังเกตสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป ผมอยู่ใกล้ขนาดนี้ทำให้คิดได้ว่า เธอสวยกว่าที่เห็นจริงๆ นะ
ตอนนั้นผมได้ยินเสียงคนอื่นเบาๆ แต่กลับได้ยินเสียงเธอดังมาก รู้ไหมครับผมล่ะชอบเสียงของเธอจริงๆ มันแสดงออกถึงความจริงใจ และขี้เล่นอยู่ด้วย แต่ผมไม่ชอบเลย เวลาที่มีคนอื่นมาพูดเจ๊าะแจ๊ะเธอ
ในที่สุดก็มีคนบิงโกจนได้ เธอก็ทำท่าโวยวายและบ่นไม่พอใจกับเงินที่เสียค่ากองกลางไป 1 บาท แล้วก็พูดขึ้นว่า "ไม่เอา ไม่เล่นแล้ว เจ๊งๆ" ทำยังกับว่า เธอเสียเงินเล่นบิงโกจนหมดตัว แต่ก็อย่างว่าแหละครับ นี่ก็เป็นเสน่ห์อย่างนึงในตัวเธอ ที่คุยสนุก เข้ากับคนได้ง่าย และก็สามารถเอนเตอร์เทนต์เพื่อนๆ ได้เป็นอย่างดี
แต่แล้ว เวลาที่จะได้อยู่ใกล้ๆ กันก็หมดลงแล้ว และก็เป็นไปตามที่ผมคิด เธอก็ลุกเดินออกไป เปลี่ยนเรื่องคุยกับคนอื่น เหมือนลืมว่า เมื่อตะกี้ตัวเองบ่น กับการเล่นบิงโกอยู่เลย
ผมบ่นเสียดายในใจ และคิดว่า เธอน่าจะเล่นอีกซักตา สองตา เผื่อผมจะสามารถค้นพบอะไรในตัวเธอได้มากกว่านี้ก็ได้ แต่ก็ดีแล้วครับ คนเราควรพอใจกับสิ่งที่ได้มาและผมก็ดีใจมากๆ ด้วย
หลังจากเธอลุกออกไปแล้วผมแอบขอบคุณสวรรค์ที่เธอไม่ได้หันมามองผม ทำให้ผมได้เห็นหน้าเธอนานๆ แม้มันจะเป็นเวลาไม่กี่นาทีเอง แต่ผมก็มีความสุขเหลือเกิน ...
ตรงไหนที่เรียกว่าความพอดี...
โดยส่วนตัวแล้วผมมักจะคิดถึงเรื่องนี้ตลอดเลย เวลาที่จะคิดอะไรๆ ก็ตาม "ตรงไหนที่เรียกว่าความพอดี" ของตัวมันเอง... บางทีอาจจะงง ว่าเอ๊ะ ความพอดีนี่มันคืออะไร...
หลายๆ คนคงเคยเรียน เคมี ตอน ม.ปลาย และคงเคยเรียนเรื่องเกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมีมาบ้าง เอ๊ะ แล้วมันเกี่ยวกันยังไงอีก... ในปฎิกิริยาเคมีที่สามารถย้อนกลับได้ หรือ Reversible Reaction นั้นสารตั้งต้นสามารถเปลี่ยนตัวเองไปเป็นผลิตภัณฑ์ และ ผลิตภัณฑ์เองก็สามารถกลับไปเป็นสารตั้งต้นได้ หากมีสภาวะ + ตัวเร่งที่เหมาะสม...
อย่างเช่นพวกน้ำโซดาครับ...มันก็คือกรดคาร์บอนิก H2CO3 ปฎิกิริยาคร่าวๆ มีอยู่ว่า...
H2O + CO2 <-----> H2CO3
หากเรากินโซดาตอนที่มันอยู่ทั่วๆ ไปไม่แช่เย็นล่ะก็ จะรู้สึกแสบคอ เพราะมันคือกรดคาร์บอนิค แต่พอแช่เย็นแล้วกินก็จะไม่ค่อยแสบเท่าไหร่ เหมือนดื่มน้ำเปล่า แต่ออกเปรี้ยวๆ (เปรี้ยวเพราะมันเป็นกรด)... เห็นได้ว่าในกรณีนี้อุณหภูมิเป็นตัวเปลี่ยนแปลงปฎิกิริยา หากอุณหภูมิของโซดาจากเย็นเป็นร้อนจะทำให้มันเปลี่ยนจากน้ำ กลายเป็นกรด...
โซดาที่ยังไม่เปิดฝาก็จะมี จุดสมดุล ของมันอยู่ค่าหนึ่ง คือประมาณว่ามีปริมาณ CO2 อยู่เท่าไหร่ แต่หากเปิดฝาทิ้งไว้สักครู่แล้วมากิน ก็จะพบว่า โซดามันเหมือนน้ำเลย เนื่องจาก CO2 ออกไป จุดสมดุลที่ว่ามันก็เลยเปลี่ยนไป จาก โซดา --- น้ำ เมื่อเปลี่ยนสภาวะของมัน...
เอาล่ะครับ คงงงใช่ไหม ช่างมันเถอะนะ ผมแค่จะเกริ่นเฉยๆ...คิดๆ ดูแล้วพวกปฏิกิริยาเนี่ย ในสภาวะๆ หนึ่งมีจุดสมดุลที่แน่นอน แต่ในขณะที่ในชีวิตจริงๆ ไม่มีจุดที่เรียกว่าจุดสมดุลของมัน หรือ ความพอดีเลย...
อุดมการณ์ กับเงินมักไปด้วยกันไม่ได้เสมอ คงเคยได้อ่าน หรือดูข่าว ที่โรงงานผงชูรส หรือ น้ำตาลอะไรนี่แหละ ทำให้น้ำเสีย ทำให้ชาวบ้านออกมาโวยวาย... ถ้าเปรียบชาวบ้าน ฝ่ายหนึ่ง กับโรงงานอีกฝ่ายหนึ่ง...
หากหันหน้าคนละครึ่งทาง ยอมกันก็คงจะดี แต่ใครจะยอมล่ะ ในเมื่อโรงงานก็อยากจะระบายน้ำเสีย + อยากได้เงินเยอะๆ ในขณะที่ชาวบ้านก็อยากได้ค่าชดเชยเยอะ + มีแม่น้ำที่สะอาดไว้เลี้ยงปลา...ก็ต้องประท้วง เรียกร้อง ยัดเงินใต้โต๊ะ เพื่อให้จุดสมดุล มันเปลี่ยนไป...
ในชีวิตจริงแล้ว ผมเลยคิดว่าไม่มีเรื่องอะไรที่จะเกิดความพอดีได้เลย...
นอกเรื่องไปแล้ว จริงๆ แล้วเนี่ยผมจะพูดถึงเรื่องที่ผมคิดตะหากนะ...ว่าผมคิดอะไรๆ เนี่ยก็ดูเหมือนว่าจะหาอะไรที่ลงตัวไม่ได้ซักที บางทีก็คิดหาวิธีที่ดีที่สุดได้ แต่มันก็มีช่องโหว่ มีข้อด้อยของมัน...ทำไมถึงไม่มีอะไรที่มันเพอร์เฟค นะจะได้ไม่ต้องคิดอะไรๆ ให้ปวดหัว
เคยคิดเล่นๆ อยู่เรื่องนึงว่า ที่คิดจะเรียน ป.โท เนี่ยต้องเสียเวลา + เสียเงินไปก้อนนึง...ถ้าหากเอาเวลา + ทุนเรียนไปทำงานต่อเก็บเงินเนี่ยจะดีกว่าไหม... จริงอยู่ว่าเรียนแล้วไปทำงานจะได้เงินเยอะกว่า แต่มันต้องเสียเวลานี่ เผลอๆ ทำงานก่อนเนี่ยอาจจะก้าวหน้าเก็บเงินได้เยอะกว่า รึ อาจจะเก็บเงินไม่ได้เลย...จะมีแบบว่า ทำงานครึ่งนึง เรียนครึ่งนึง ได้ไหมนะ...เหอะๆ
ก็ไม่ไหวอีก มันเหนื่อย ...สรุปได้ว่า นี่ก็ไม่มีวิธีการไหนที่ดี และรับรองผลได้ว่า จะดีกว่าอีกวิธีเลย จริงไหมครับ...แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้ตัวเองก็คือ "ความพอดี" เนี่ย อยู่ที่คนเรานี่เองแหละ...
ที่บ่นๆ มาเนี่ย ก็เหมือนจะด่าตัวเองแหละว่า เขียนมาตั้งนานแล้ว ไม่รู้รึไงว่า เรื่องทุกอย่างมันก็กลับมาที่ตัวเรานี่ล่ะ...ผมรู้ครับ แต่ผมหาทางออก หาความพอดีในชีวิตไม่ได้ นี่แหละ ที่มันยาก...
ผมเริ่มเกลียดตัวเองที่ชอบไปอ่านอะไรที่มันประเทืองปัญญาเกิน สู้เรียนๆ เล่นๆ จบๆ ไป ปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามธรรมชาติ ตามที่ควรจะเป็นคงดีกว่าไหม...เหมือนปฎิกิริยาเคมี ที่ผมพูดถึงไง พอเห็นอันนู้นน่าจะดีปุ๊บ ก็ไปเลยดีกว่า ไม่ต้องคิดอะไรมาก...
555+ ขำๆ นะครับ ยังไงผมก็เลือกที่จะปวดหัว แล้วมาคิดนี่...ก็เพราะชีวิตผมมีครั้งเดียว มีโอกาสเดียวนี่ เพราะฉะนั้นผมขอที่จะเลือก ที่จะคิดดีกว่าปล่อยไปตามยถากรรม...
แล้วจะเขียนทำไมเนี่ย - -*
หลายๆ คนคงเคยเรียน เคมี ตอน ม.ปลาย และคงเคยเรียนเรื่องเกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมีมาบ้าง เอ๊ะ แล้วมันเกี่ยวกันยังไงอีก... ในปฎิกิริยาเคมีที่สามารถย้อนกลับได้ หรือ Reversible Reaction นั้นสารตั้งต้นสามารถเปลี่ยนตัวเองไปเป็นผลิตภัณฑ์ และ ผลิตภัณฑ์เองก็สามารถกลับไปเป็นสารตั้งต้นได้ หากมีสภาวะ + ตัวเร่งที่เหมาะสม...
อย่างเช่นพวกน้ำโซดาครับ...มันก็คือกรดคาร์บอนิก H2CO3 ปฎิกิริยาคร่าวๆ มีอยู่ว่า...
H2O + CO2 <-----> H2CO3
หากเรากินโซดาตอนที่มันอยู่ทั่วๆ ไปไม่แช่เย็นล่ะก็ จะรู้สึกแสบคอ เพราะมันคือกรดคาร์บอนิค แต่พอแช่เย็นแล้วกินก็จะไม่ค่อยแสบเท่าไหร่ เหมือนดื่มน้ำเปล่า แต่ออกเปรี้ยวๆ (เปรี้ยวเพราะมันเป็นกรด)... เห็นได้ว่าในกรณีนี้อุณหภูมิเป็นตัวเปลี่ยนแปลงปฎิกิริยา หากอุณหภูมิของโซดาจากเย็นเป็นร้อนจะทำให้มันเปลี่ยนจากน้ำ กลายเป็นกรด...
โซดาที่ยังไม่เปิดฝาก็จะมี จุดสมดุล ของมันอยู่ค่าหนึ่ง คือประมาณว่ามีปริมาณ CO2 อยู่เท่าไหร่ แต่หากเปิดฝาทิ้งไว้สักครู่แล้วมากิน ก็จะพบว่า โซดามันเหมือนน้ำเลย เนื่องจาก CO2 ออกไป จุดสมดุลที่ว่ามันก็เลยเปลี่ยนไป จาก โซดา --- น้ำ เมื่อเปลี่ยนสภาวะของมัน...
เอาล่ะครับ คงงงใช่ไหม ช่างมันเถอะนะ ผมแค่จะเกริ่นเฉยๆ...คิดๆ ดูแล้วพวกปฏิกิริยาเนี่ย ในสภาวะๆ หนึ่งมีจุดสมดุลที่แน่นอน แต่ในขณะที่ในชีวิตจริงๆ ไม่มีจุดที่เรียกว่าจุดสมดุลของมัน หรือ ความพอดีเลย...
อุดมการณ์ กับเงินมักไปด้วยกันไม่ได้เสมอ คงเคยได้อ่าน หรือดูข่าว ที่โรงงานผงชูรส หรือ น้ำตาลอะไรนี่แหละ ทำให้น้ำเสีย ทำให้ชาวบ้านออกมาโวยวาย... ถ้าเปรียบชาวบ้าน ฝ่ายหนึ่ง กับโรงงานอีกฝ่ายหนึ่ง...
หากหันหน้าคนละครึ่งทาง ยอมกันก็คงจะดี แต่ใครจะยอมล่ะ ในเมื่อโรงงานก็อยากจะระบายน้ำเสีย + อยากได้เงินเยอะๆ ในขณะที่ชาวบ้านก็อยากได้ค่าชดเชยเยอะ + มีแม่น้ำที่สะอาดไว้เลี้ยงปลา...ก็ต้องประท้วง เรียกร้อง ยัดเงินใต้โต๊ะ เพื่อให้จุดสมดุล มันเปลี่ยนไป...
ในชีวิตจริงแล้ว ผมเลยคิดว่าไม่มีเรื่องอะไรที่จะเกิดความพอดีได้เลย...
นอกเรื่องไปแล้ว จริงๆ แล้วเนี่ยผมจะพูดถึงเรื่องที่ผมคิดตะหากนะ...ว่าผมคิดอะไรๆ เนี่ยก็ดูเหมือนว่าจะหาอะไรที่ลงตัวไม่ได้ซักที บางทีก็คิดหาวิธีที่ดีที่สุดได้ แต่มันก็มีช่องโหว่ มีข้อด้อยของมัน...ทำไมถึงไม่มีอะไรที่มันเพอร์เฟค นะจะได้ไม่ต้องคิดอะไรๆ ให้ปวดหัว
เคยคิดเล่นๆ อยู่เรื่องนึงว่า ที่คิดจะเรียน ป.โท เนี่ยต้องเสียเวลา + เสียเงินไปก้อนนึง...ถ้าหากเอาเวลา + ทุนเรียนไปทำงานต่อเก็บเงินเนี่ยจะดีกว่าไหม... จริงอยู่ว่าเรียนแล้วไปทำงานจะได้เงินเยอะกว่า แต่มันต้องเสียเวลานี่ เผลอๆ ทำงานก่อนเนี่ยอาจจะก้าวหน้าเก็บเงินได้เยอะกว่า รึ อาจจะเก็บเงินไม่ได้เลย...จะมีแบบว่า ทำงานครึ่งนึง เรียนครึ่งนึง ได้ไหมนะ...เหอะๆ
ก็ไม่ไหวอีก มันเหนื่อย ...สรุปได้ว่า นี่ก็ไม่มีวิธีการไหนที่ดี และรับรองผลได้ว่า จะดีกว่าอีกวิธีเลย จริงไหมครับ...แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้ตัวเองก็คือ "ความพอดี" เนี่ย อยู่ที่คนเรานี่เองแหละ...
ที่บ่นๆ มาเนี่ย ก็เหมือนจะด่าตัวเองแหละว่า เขียนมาตั้งนานแล้ว ไม่รู้รึไงว่า เรื่องทุกอย่างมันก็กลับมาที่ตัวเรานี่ล่ะ...ผมรู้ครับ แต่ผมหาทางออก หาความพอดีในชีวิตไม่ได้ นี่แหละ ที่มันยาก...
ผมเริ่มเกลียดตัวเองที่ชอบไปอ่านอะไรที่มันประเทืองปัญญาเกิน สู้เรียนๆ เล่นๆ จบๆ ไป ปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามธรรมชาติ ตามที่ควรจะเป็นคงดีกว่าไหม...เหมือนปฎิกิริยาเคมี ที่ผมพูดถึงไง พอเห็นอันนู้นน่าจะดีปุ๊บ ก็ไปเลยดีกว่า ไม่ต้องคิดอะไรมาก...
555+ ขำๆ นะครับ ยังไงผมก็เลือกที่จะปวดหัว แล้วมาคิดนี่...ก็เพราะชีวิตผมมีครั้งเดียว มีโอกาสเดียวนี่ เพราะฉะนั้นผมขอที่จะเลือก ที่จะคิดดีกว่าปล่อยไปตามยถากรรม...
แล้วจะเขียนทำไมเนี่ย - -*
Subscribe to:
Posts (Atom)